Eakgapon's profileDarth เวเฟอร์PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 24

    10 อันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์

     
    10 อันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์
     
     
    เมื่อคุณเหงา เมื่อคุณเศร้า เมื่อคุณรู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับโลกที่วุ่นวายและมีแต่การแก่งแย่งชิงดี การเอาเปรียบและเห็นแก่ตัว คุณต้องการที่พักผ่อน คุณต้องการสิ่งที่ทำให้คุณคลายเครียด ลืมเรื่องปัญหาทั้งหลายแล้วมีความสุขอยู่กับมัน นั้นก็มีต่าง ๆ นา ๆ มากมายในโลกบันเทิงทั้งหลายแขนงที่เราสามารถรับชมรับฟังกันได้ในหลายรูปแบบ
    ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับปัญหาที่มันรุมเร้าเข้ามาหาตัวเราทุกวัน ๆ ทั้งที่เราไม่เคยอยากมีส่วนไปเกี่ยวข้องกับมันเลย แต่นี่แหละครับ มันคือชีวิตที่เราจะขีดเส้นให้มันทุกอย่างไม่ได้ เมื่อผมมีเวลา ผมก็หาเรื่องบันเทิงผ่อนคลายความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมันก็มีหลายอย่างแตกต่างกันไป
    และในงานเขียนชิ้นนี้ผมได้คัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในโลกบันเทิง ที่ช่วยผมคลายเครียดมาทั้ง สิบอันดับซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมรัก และมีความสุขกับมันอย่างล้นใจ ต้องขอบอกก่อนนะครับ ว่าทั้งสิบอันดับจะเป็นการเล่าผ่านความคิดและความรู้ส่วนตัวของผมโดยล้วน ซึ่งหากไม่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาด หรือสร้างความไม่พอใจใด ๆ เกิดขึ้น ผมเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
    ไม่อยากพูดมากให้เสียเวลา ไปดูอันดับที่สิบกันเลยครับ

    =================================================================



    อันดับที่ 10 เกม Pangya

    มันคือ : เกมตีกอล์ฟออนไลน์ ที่ (เคย) เป็นที่นิยมที่สุดในบรรดาเกมออนไลน์บ้านเรา พื้นฐานของเกมก็คือการเลือกตัวละคร เลือกเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการตีกอล์ฟให้พร้อม แค่นี้คุณก็พร้อมออกรอบไปในดินแดนแห่งปังย่าอันหรรษานี้ได้เลย



    ความโดดเด่น : ความน่ารักของตัวละครในเกมปังย่าเป็นสิ่งได้รับการยอมรับจากเกมเมอร์ทั่วอาณาจักร ซึ่งผมว่ามันเป็นจุดที่ดึงดูดผู้เล่นได้ดีทีเดียว นอกจากนั้นก็ต้องเป็นการเล่นที่ต้องการสมาธิ ความแม่นยำ และประสบการณ์ ซึ่งยิ่งคุณฝึกฝนมันมากขึ้นเท่าไร ผมว่ามันจะยิ่งทำให้คุณหลงเสน่ห์ แห่งเกาะปังย่ามากขึ้นไปทุกนาที แล้วยังรวมไปถึงฉากวิว ทิวทัศน์สวย ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ถูกเนรมิตเป็นสนามกอล์ฟท้าทายความสามารถของเหล่านักกอล์ฟทั้งหลาย เพียงแค่องค์ประกอบเหล่านี้เกาะปังย่าก็เป็นที่พักผ่อนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของผมละครับ



    ทำไมถึงรัก : ตอนแรกที่ผมรู้จักเกมปังย่า ผมไม่มีความคิดในหัวเลยแม้แต่นิดเดียวว่า มันเป็นเกมที่มีความน่าสนใจแต่อย่างใด ผมคิดว่ามันก็เป็นเพียงเกมหลอกเด็กเกมหนึ่งในยุคนี้เท่านั้นเอง.... และไม่มีทางที่ผมจะเสียเงินไปกับเกมออนไลน์อย่างนี้แน่นอน ... แต่ผ่านไปไม่นานด้วยความน่ารักสดใสของตัวละคร ความสนุกสนานในการออกรอบ การได้พบปะเพื่อนใหม่ ผมก็รักเกมนี้เข้าไปซะแล้ว เมื่อใดที่เริ่มจะเบื่อเกาะปังย่าก็จะมีเสื้อผ้าน่ารัก ๆ มาให้ นักกอล์ฟได้เลือกหาไปใส่กัน เมื่อใดที่มันเริ่มจะซ้ำซาก เกาะปังย่าก็จะมีสนามกอล์ฟแหล่งใหม่ ๆ เข้ามาท้าทายทุกสายตา มันเหมือนเป็นวัฎจักร ให้เราหลงติดกับ และใช้เวลาอยู่กับมันให้มากขึ้นทุกครั้งๆ ไป แต่มันก็เป็นเวลาที่ผมเพลินเพลินและมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียวครับ กับวัฎจักรวงนี้
    มาเจอะลึกของรัก : เกมปังย่ามีที่มาจากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นผู้นำส่วนใหญ่ในการออกแบบสิ่งของและทุกอย่างในตัวเกม ด้วยความโด่งดังของเกมปังย่า จึงได้มีการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์และแพร่หลายไป มากกว่า 11 ประเทศทั่วโลก และเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละประเทศก็เริ่มมีบทบาทในตัวเกมปังย่ามากยิ่งขึ้น เช่นที่ประเทศญี่ปุ่นได้คิดค้น สนามประจำชาติของตนเอง นั้นก็คือสนามดอกซากุระ Pink wind และชุดประจำชาติญี่ปุ่นซึ้งได้แก่ชุดกิโมโน ส่วนประเทศไทยเราก็ไม่น้อยหน้าด้วยการเป็นผู้ออกแบบไม้ Air Night III ซึ่งถือเป็นแรร์ไอเทมในเกม และชุดมวยไทยของตัวละครชาย ซึ่งมีการนำไปขายในเซฟเวอร์ของต่างประเทศด้วย




    ตอนนี้เกมปังย่าก็ก้าวเข้าสู่ปีที่สาม หรือ Season 3 นั้นเอง การพัฒนาและร่วมมือของแต่ละประเทศช่วยจัดสรรเกาะปังย่าแห่งนี้ให้เต็มไปด้วยความสนุกหรรษา ที่ยากจะลืม เพียงแค่คุณลองหวดไม้กอล์ฟออกไปเพียงซักครั้งเท่านั้นแหละ....
    ส่วนตัวผมเองก็เล่นเกมนี้มาได้เกือบปีเห็นจะได้ครับ ถึงแม้จะมีหลายครั้งที่ผมเบื่อมันบ้าง เซ็งกับมันบ้าง แต่ยังไง เวลาที่ผมนั่งหวดลูกกอล์ฟ ณ เกาะปังย่าแห่งนี้ มันก็ทำให้ผมผ่อนคลายและลืมเรื่องเครียด ๆ ทั้งหลายได้อย่างดีทีเดียวครับ

    ที่ผมกล่าวมาขนาดนี้อย่าเพิ่งทึกทักว่าผมเป็นมือโปรเก่งกาจอะไรนะครับ ในเกมผมเป็นเพียงแค่ Amature (มือสมัครเล่น) เท่านั้นแหละครับ แต่อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นแหละครับ ว่าจุดเด่นของเกมนี้อย่างเด่นชัดที่สุดก็คงไม่พ้นความน่ารักของตัวละคร ส่วนตัวละครเวเฟอร์นั้นจะน่ารักหรือเปล่าไปดูกันเลยครับ



    นี่หนูคู ตัวโปรดเวเฟอร์ครับ ใช้ชุดแดงผมแดง สีโปรดของเวเฟอร์ด้วย~~~~~


    หนูคู~~ หวด~~~แล้วจ้า~~~~~


    สาวเซ็กซี่ประจำเกาะปังย่า เซซิเลียครับ


    แม่อารินคนนี้เป็นโรคปอดบวมรักษาไม่หายซักที


    ใครสนใจอยากจะไปออกรอบกับเวเฟอร์เชิญติดต่อหลังไมค์ได้เลยครับ~~~~


    =================================================================



    อันดับที่ 9 Blood

    มันคือ : เลือด!!! ความโหด!!!! ความซาดิส!!!!

    ความโดดเด่น : เมื่อพูดถึงเลือดในที่นี้ ผมหมายถึงเลือดในภาพยนตร์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงผมเป็นคนที่กลัวเลือด และเครื่องในมนุษย์ทุกชนิด ไม่ถึงขั้นเป็นลมหรอกนะครับ เพียงแต่ทนไม่ได้ที่จะเห็นในจำนวนมากเท่านั้นเอง แต่เมื่อเข้าสู่โลกภาพยนตร์ผมกลับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนละคน หนังเรื่องไหนมีความโหด หนังเรื่องไหนมีเลือด หนังเรื่องไหนมีความซาดิส หนังที่เต็มไปด้วยฉากสยดสยอง ผมชอบครับ!!!!! ความโดดเด่นของหนังแนวนี้ก็คงเป็นที่รู้กันอยู่ว่ามันน่าจะเป็นอะไร แต่คุณจะต้องระวังดี ๆ มันมีเพียงเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างฉากเลือดสาดสุดวิจิตร กับฉากเลือดแหวะท่วมจอซึ่งไม่น่าดู

    ทำไมถึงรัก : อาจจะเป็นเพราะว่าในชีวิตจริงผมรับเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยได้ มันจึงถูกถ่ายทอดมาอยู่ในนิสัยการดูหนังหมดกระมังครับ ทุกครั้งที่ผมเห็นฉากเลือดสาดบนจอ เห็นการฟังแทงชำแหละ ผมรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งอยากเป็นคนเข้าไปชำแหละเองด้วยซ้ำไป (และถ้าใครสนิทกับผมมากๆ อาจจะจำได้ว่าความฝันวัยเด็กผมอยากเป็นอะไร) ในขณะที่คนรอบข้างเอามือปิดตากับฉากที่หวาดเสียวจนเกินทน ผมกับชื่นชมอย่างสุขใจ และคิดในใจตลอดเวลาว่า เอาอีกๆๆ!!!!!!

    มาเจอะลึกของรัก : จากการเก็บประสบการณ์ในโลกภาพยนตร์มาผมมีฉากสุดเสียง สุดสยองมาแนะนำให้คุณถึงที่แล้วครับ


    =================================================================



    เลือดพุ่ง แค่ขำ ๆ
    ฉากจากเรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984)
    ฉากนี้เป็นฉาก จากเรื่อง A nightmare on elm street เป็นฉากที่ใช่เลือดเทียมในการถ่ายทำมากที่สุด และมีพระเอกอย่าง Johnny Depp ซึ่งเป็นการ ซึ้งเป็นการแสดงหนังเรื่องแรกของเขาด้วย



    =================================================================



    ฟ้าสีดำกับเลือดสีแดง แสบไปถึงทรวง
    ฉากจากเรื่อง Sin City (2005)

    คำคืนอันมืดมิดแห่งเมือง Sin City เมื่อเหตุร้ายเข้าย่างกรายสาวขายบริการหน้าโหด พวกเธอไม่จำเป็นต้องเพิ่ง 191 หรือบริการที่ไหนทั้งนั้น เพราะพวกเธอสามารถดูแลกันเองได้อย่างดีเยี่ยม หากใครแยมเข้ามาอย่างไม่ถูกที่ถูกทางอาจมีชะตากรรมที่ไม่สวย ซึ่งหนังเรื่องนี้มีภาพที่เป็นขาว-ดำทั้งหมด เว้นแต่สีเหลืองมาสเมนโล่ และสีแดงสดเท่านั้น ที่สาดส่องอย่างใจกล้า



    =================================================================



    ไม่ต้องใช่เลือด ก็เสียวกันได้
    ฉากจากเรื่อง SAW II (2005)

    ฉากบ่อเข็มในเรื่อง SAW II เป็นฉากแรกที่ทำเอาผมเกือบเอามือขึ้นมาปิดตา เพราะทนความเสียวไม่ไหว แถมผมเองก็เป็นคนกลัวเข็มซะด้วย ฉากที่ Amanda ติ้งลงไปหากุญแจในบ่อที่เต็มไปด้วยเข็มฉีดยาจึงเป็นอะไรที่ทำผมเสียวไปทั่วทั้งรางกายเลยทีเดียว
    อันที่จริงที่ฉากจากเรื่อง SAW ก็สุดเสียวทั้งนั้นแหละครับ แต่ฉากบ่อเข็มฉีกยานี้แหละที่ถูกใจผมที่สุด

    =================================================================



    ความตายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่ามาแซว
    ฉากจากเรื่อง Final Destination (2000)

    เมื่อ Alex ผู้ชายวัยรุ่นหน้าตาดี เห็นภาพนิมิตร่วงหน้าถึงเหตุการณ์เครื่องบินระเบิดอันน่าสะพรึง และหนีลงมาก่อนทำให้เพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ ติดสอยห้อยตามลงมาด้วยกันถึง 7 คน และพวกเขาก็หารู้ไม่ว่าได้ทำสิ่งที่ท้าทายที่สุดสิ่งหนึ่งไปแล้วนั้นคือ... โกงความตาย แต่ความตายไม่ใช่เพื่อนเล่น ที่จะมาโกงกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ ไม่เชื่อก็ดูเอา
    ฉากโกงความตายนั้นทำมาได้สุดยอดมากทั้งสองภาคครับ ทุกฉากถูกใจผมจริง ทุกฉากยกเว้นฉากในภาคที่สาม.....



    =================================================================



    เลือดก็แดง หน้าตาก็ดี เอ้า!
    ฉากจากเรื่อง Freddy VS Jason (2003)

    เมื่อฆาตกรป่าเดือนตายไม่เป็นงุ่มง่าม ถูกรุ่นพี่ในวงการหลอกใช้เพื่อเรียกชื่อเสียงกลับคืนมา มันจึงเกิดทั้งเลือดทั้งหนอง ปะปนกันอย่างเมามัน และศพวัยรุ่นหน้าตาดีอีกมากมายกายกองและนี่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น

    =================================================================



    ขอเต็ม ๆ หน้าเข้าเต็ม ๆ ปาก
    ฉากจากเรื่อง Haute Tension (2003)

    เพื่อนสาวสองคน หนีความวุ่นวายไปอ่านหนังสือเตรียมสอบที่บ้านนอก แต่ที่นั้นกลับมีมาฆาตกรโคตรโรคจิต หื่นกามรอคอยเธออยู่ มันจะหื่นแค่ไหน โหดแค่ไหน ดูฉากนี้เรียกน้ำย่อยไปก่อนนะครับ



    =================================================================



    “เพื่อมนุษย์ที่ข้ารัก”
    ฉากจากเรื่อง The Passion of the Christ (2004)

    เมื่อมนุษย์สร้างกรรมอย่างไม่ละเว้น พระเจ้าทรงไม่อยากเห็นมนุษย์ต้องรับใช้กรรม เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ไม่ต่างจากลูกของพระองค์เอง ท่านจึงส่งพระเยซู คริสต์ ลงมาเพื่อทำหน้าที่ในสิ่งที่ควรจะเป็น นั้นคือนำคำสอนของพระเจ้ามาเผยแพร่ต่อชาวโลกผู้เขลา และจงรับชดใช้บาปกรรมแทนมนุษย์ทั้งโลก
    หนังเรื่องนี้ของเมล กิ๊บสัน สร้างออกมาได้สมจริงและสะเทือนอารมณ์อย่างที่สุด ดูได้จากตัวอย่างที่ผมนำมาถึงที่นี่ไงครับ



    =================================================================



    อันดับที่ 8 Harry Potter Books

    มันคือ : นวนิยาย สำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่ทั่วโลกติดกันงอมแงม และก็เป็นหนังสือสำหรับเยาวชนที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ประพันธ์ โดย เจ.เค โรว์ลิ้ง

    ความโดดเด่น : ในนาทีแรกที่ผมได้ยินเกี่ยว กับนวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเวทมนต์ และโรงเรียน นั้นมันก็เป็นอะไรที่โดดเด่นและดึงดูดมากสำหรับผม ไม่ว่าผมจะโตอายุแค่ไหน หรือผ่านเรื่องอะไรมามากมาย ความเป็นเด็กน้อยที่รักโลกแฟนซี โลกแห่งเวทย์มนต์นั้นไม่เคยจากหายไปใจผมเลย ซึ่งผมเชื่อว่าในใจทุกคนย่อมมีเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน

    และเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็มีความโดดเด่นที่แรงกล้า เกี่ยวกับเวทมนต์โดยตรง โลกที่เต็มไปด้วยการใช้คาถา พ่อมดแม่มด สัตว์มีความคิด ต้นไม้มีความรู้สึก สิ่งของมีจิตใจ และอีกมากมาย ที่เป็นส่วนหนึ่งในความฝัน ของใครหลายคน แต่เป็นเพียงความโดดเด่นธรรมดาหากคุณมองแฮร์รี่ พอตเตอร์อย่างผิวเผิน เพราะเนื้อในของนวนิยายชุดนี้เป็นอะไรที่ลึกล้ำ และซ่อนเงื่อน ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สอดแทรกมากับความรัก ความจริงใจ และมิตรภาพ และการหักมุมอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งในขณะนี้ไม่เพียงแต่เด็กที่หลงใหลในโลกแห่งเวทมนต์ ดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องปกติแล้วทุกวันนี้ ทีจะเห็นผู้ใหญ่มากมาย เดินถือหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์



    ทำไมถึงรัก : ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ ผมใฝ่ฝัน ที่จะได้ใช้เวทมนต์ ได้เสกคาถา และคงวิเศษไม่น้อย ถ้าที่โรงเรียนจะมีการสอนเวทมนต์ และแล้วความฝันของผมก็เป็นจริงยิ่งกว่าจริง ทุกอย่างที่วาดฝันไว้ถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างดงามในโลกของแฮร์รี่ พอเตอร์
    ตั้งแต่เด็กน้อย ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ และยิ่งตัวหนังสือติด ๆ กันไม่มีรูปภาพ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากสำหรับผม แต่แล้วผมเองก็เปลี่ยนนิสัยตัวเองเมื่อรู้จักกับหนังสือชุดนี้ หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มแรกที่ผมอ่านจบคือ Harry Potter and the Chamber of Secrets ผมหามาอ่านหลังจากที่ได้ชมหนังภาคแรกจบ และประทับใจกับตัวเองมากที่อ่านหนังสือจำนวน 408 หน้าจบ เพราะว่าผมไม่เคยทำได้มาก่อนเลย




    จากนั้นก็รีบตามหาภาคต่อมาอ่านอย่างกระวนกระวายใจ จนตอนนี้ก็อ่านครบทั้ง 6 ภาคที่มีวางจำหน่ายออกมาทั้งสองภาษา ทุกเล่มของแฮร์รี่ พอตเตอร์ พาให้ผมรักหนังสือชุดนี้มากขึ้นไปทุกที ด้วยการที่มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ซับซ้อน และยิ่งใหญ่ขึ้นไปทุกขณะ การเฉลยเนื้อเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และน่าติดตาม และที่สำคัญคือการหักมุมอันสุดแสนจะบรรยาย ทุกหน้าของหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ทำให้ผมสนุกสนานได้ไม่มีที่สิ้นสุด หลายครั้งที่อ่านจนถึงเช้า เพราะความอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน ฉากต่อไปและต่อ ๆ ไป ต้องขอชมเจ.เค จากใจจริงในการวางเนื้อเรื่องได้หลอกล่อผู้อ่าน ถึงขั้นนี้ เหมือนเธอกำลังปั่นหัวผมอยู่ตลอดเวลาในโลกเวทมนต์ที่เธอเนรมิตขึ้นมา และขอบอกตรงนี้เลยว่าผมมีความสุขอย่างยิ่งที่โดนเธอคนนี้ปั่นหัวมาตลอด 7 ปีเต็ม ๆ ที่ผ่านมา
    ส่วนในด้านของกานำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั้น บอกตรง ๆ เลยว่าภาคที่ถูกใจผมที่สุดคือภาค3 Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ครับ ด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัวที่สุดคือภาคอื่นๆนั้น ตัดทอนเนื้อเรื่องจนหดสั้นเหมือนกระจู๋แมว ในภาคที่ 1 และ 2 นั้น ยังอยู่ในระดับ “พอรับได้” ครับ เพราะถึงจะตัดออกหลายส่วนแต่ยังรักษาแกนหลักไว้ไม่บิดพลิ้วมากเกินไป ไม่เหมือนกับภาคที่ 4 ที่เพิ่งผ่านสายตาคนทั้งโลกไป เป็นอะไรที่ขัดใจผมอย่างแรงครับ เพราะนอกจากจะตัดทอนเนื้อเรื่องกลายเป็นฉบับย่อที่น่าเกลียดแล้ว ยังปรับแต่งโอนย้ายนิสัยคาแรคเตอร์สำคัญ ๆ ในเรื่องจนหมดไม่เว้นแม้แต่ตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์เอง ซึ่งผมเองเคยวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนไว้แล้วในกระทู้ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ 4 จืดสนิด” หากใครยังจำได้



    ย้อนกลับมาที่ภาค3 ที่ผมบอกว่าผมชอบที่สุดก็เพราะว่า Alfonso Cuaron จัดสรรโลกเวทย์มนต์ ได้ตรงตามกับแกนหลักของเรื่อง มากที่สุดในสายตาผม ถึงแม้การบันทอนเนื้อเรื่องมีมากก็จริง แต่เขาสามารถนำส่วนที่เหลือมาดัดแปลงตัดต่อและนำเสนอมาในรูปแบบ ที่วิเศษไม่น้อยไปกว่าในหนังสือเลย ยกตัวอย่างฉากที่ผมชอบ ๆ ก็เป็น ฉากแฮร์รี่ เตะโต๊ะในห้องนอนตามอารมณ์เด็กผู้ชายที่กำลังโตเป็นหนุ่ม ฉากที่ย้อนเวลาไปกับเพื่อนสาวเฮอร์ไมเออนี่ ซึ่งทำภาพย้อนเวลาได้ตรงกับความคิดของผมทุกประการ แล้วแถมยังมีเสียงนาฬิกา “ติ๊ก ตอกๆ” อยู่ตลอดเวลาด้วย ฉากคำพูดของดัมเบอร์ดอร์ทั้งตอนเปิดภาคเรียนและตอนช่วยเหลือนักเรียน ที่ในและหน้าห้องพยาบาล
    แต่ไม่ว่าหนังของซีรีย์ชุดนี้จะออกมารูปแบบใด มันก็เป็นอะไรที่จะเรียกเงินจากกระเป๋าตังค์ผมได้อยู่ดีนั้นแหละครับ

    มาเจอะลึกของรัก : หนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในชื่อตอนว่า
    Harry Potter and the Philosopher's Stone (ฉบับภาษาอังกฤษ) ในวันที่ 26 มิถุนายน 1997 และทำปรากฏการณ์หนังสือเยาชนที่ขายดีที่สุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ถ้าผมจะเจาะให้ลึกผมคงไม่มานั่งบอกวันจำหน่ายของหนังสือหรอกครับ ผมขอเจาะประเด็นเล็ก น้อย ที่คุณมองอาจข้ามไปในหนังสือจะน่าสนใจกว่า

    =================================================================

    *บทความในส่วนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือครบทั้ง 6 เล่มแล้วเท่านั้นนะครับ*

    1.ว่าด้วยเรื่องอาวุธจอมมาร

    ในตอนที่หางนอนถูกจับที่เพิ่งโหยหวยในภาคที่สาม มีบทสนทนาดังนี้
    ซีเรียส แบล๊คพูดว่า “นายขาย ลิลลี่กับ เจมส์ ในให้โวลเดอร์มอร์ นายจะปฏิเสธไหม”
    “ซีเรียส ซีเรียส นายจะให้ฉันทำอย่างไง เจ้าแห่งศาสตร์มืด นายไม่รู้หรอก เขามีอาวุธที่นายนึกไม่ถึง ฉันกลัว ซีเรียส”
    อาวุธที่ว่านี้ถูกนำมาเป็นประเด็นในเล่มที่หกซึ่งแฮร์รี่ต้องหารู้ให้ได้ว่าอาวุธที่จอมมารใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมันคืออะไร และเขาก็สอบถามจากอาจารย์ ซลักฮอร์น ถึงสิ่งนั้นซึ่งก็คือฮอร์ครักซ์ เป็นเวทมนต์มืดขึ้นสูงซึ่งว่ากันว่าไม่เคยมีใครทำสำเร็จได้มาก่อน นั้นคือการแยกวิญาณของตนเองไว้เป็นหลายชิ้นส่วน และบรรจุไว้ใน สิ่งของชิ้นสำคัญ จากนั้นนำไปซ่อนในที่ห่างไกลและปลอดภัย สาเหตุที่จอมมารใฝ่ฝันจะทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาไม่อยากตายหากวันนั้นต้องมาถึง เขาไม่อยากต้องไปเร่รอนเป็นผี เขาไม่อยากมีอะไรเป็นอุปสรรคในชีวิตของเขา เขาต้องการเป็นอมตะ!!!
    เข้าใจลึกซึ้งขนาดนี้แล้ว มาดูประโยคที่นางหนอนบอกไว้อีกทีว่า “เขามีอาวุธที่นายนึกไม่ถึง” ก็ใช่ซิครับ นึกไม่ถึงจริง ๆ แม้แต่ดับเบอร์ดอร์เองยังใช่เวลาหลายปีในการตามหาเลย.....

    =================================================================

    2. อยู่ที่คำสัญญา

    ในเล่มที่สี่ตอนนั่งรถไฟไปฮอกวอตส์ รอนพูดว่าคงจะดีถ้าแกล้งพลักมัลฟอย ตกหน้าผาแล้วทำเป็นอุบัติเหตุ” แต่เฮอร์ไมโอนี่ ตอบกลับมาว่า “เธอคงทำไม่ได้หรอก เพราะแม่เค้าน่ะรักเขาซะเหลือเกิน”
    บทสนทนานี้ทำให้ผมคิดได้ว่า เพราะแม่ของเดรโกรักเขามากจึงเอาแต่ใจจนเดรโกเป็นเด็กนิสัยเสียอย่างที่เห็น และหลังจากในเหตุการณ์เล่มที่ 5 จบลง จอมมารโกรธ ลูเซียส มัลฟอย มากที่ขโมยลูกแก้วคำทำนายมาไม่สำเร็จ เขาจึงสั่งคำสั่งใหม่ให้เดรโกโดยตรงซึ่งเป็นทั้ง การลงโทษแทนพ่อของเขา และเป็นทั้งการทดสอบตัวเดรโกเอง ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าจอมมารสั่งให้เดรโกทำอะไร ยกเว้นเขาเพียงสองคนนั้น
    แม่ของมัลฟอยซึ่งรักลูกสุดดวงใจ รู้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่อันตรายแน่นอน และเธอไม่อยากให้ลูกต้องทำเผชิญหน้ากับภารกิจที่สั่งจากจอมมารโดยลำพัง เธอจึงไปขอร้องกับสเนป อาจารย์ที่เดรโกรักและเคารพมาโดยตลอด ซึ่งการขอร้องของเธอในครั้งนี้ไม่ใช่การขอร้องแบบปากเปล่า เป็นการขอร้องพร้อมกับทำ “ปฏิญาณไม่คืนคำ” ซึงนั้นหมายความว่าจะไม่มีทางผิดคำพูดได้เป็นอันขาด ไม่ว่าสัญญาอะไรไว้ คน ๆ นั้นต้องทำตามที่ให้คำสัญญาไว้ทุกอย่าง
    แม่ของเดรโกขอคำสัญญาว่า...
    “เซเวอร์รัส.. คุณจะอยู่ดูแลเดรโก ลูกชายของฉัน เมื่อเขาพยายามทำความปรารถนาจอมมารให้สัมฤทธิ์ผลหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    “แล้วคุณจะปกป้องเขาจนสุดความสามารถของคุณหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    “แล้วหากจำเป็นถ้าดูเหมือนเดรโกจะล้มเหลว... คุณจะดำเนินการต่อที่จอมมารสั่งให้เดรโกทำหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    สเนปตอบไปทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าจอมมารสั่งให้เดรโกทำอะไร....

    จอมมารสั่งให้เดรโกฆ่าดัมเบอร์ดอร์..............


    =================================================================

    3.สายตาที่เชื่อไม่ได้ หรือความจริงที่เรายังไม่ทราบ

    ตั้งแต่เล่มที่หนึ่งจนถึงเล่มห้า มีการเอ่ยถึงบ่อยครั้งถึงรถม้าที่ฮอกวอตส์ว่าสามารถวิ่งได้เองโดยที่ไม่มีอะไรลาก และทุกคนก็เชื่อแบบนั้นเพราะเท่าที่เห็นมันไม่มีอะไรลากจริง ๆ
    แต่ในเล่มที่ห้า ทุกคนก็เขาใจว่าแท้จริงแล้วมันมีตัว เธสตรอลลากอยู่ แต่คนที่จะมองเห็นมันได้จะต้องเป็นผู้ที่เคยเห็นความตายมาแล้วนั้น... แต่แฮร์รี่ก็เคยเห็นพ่อกับแม่เค้าตายมาต่อหน้าแล้วตอนอายุ หนึ่งขวบทำไมแฮร์รี่ถึงไม่สามารถมองเห็นไอตัวที่ว่านี้ได้ในตลอดเวลาที่ผ่านมา
    ในจุดนี้คิดได้สองประเด็นครับ
    ประเด็นที่หนึ่ง ตอนนั้นแฮร์รี่เป็นแค่เด็กอายุหนึ่งขวบเขายังไม่รู้ว่าความตายคืออะไร เขาไม่รับรู้ว่าพ่อแม่ของเขากำลังโดนฆ่า นั้นก็เหมือนกับเขายังไม่ได้เห็นความตาย เขาจึงมองไม่เห็นตัวเธสตรอล
    ประเด็นที่สอง สั้น ๆ ได้ใจความและสะเทือนอารมณ์มาก... ที่แฮร์รี่ มองไม่เห็นตัวเธสตรอล มาก่อนก็เพราะเขายังไม่เคยเห็นความตายมาก่อน ก็เพราะพ่อกับแม่ของเขายังไม่ตายน่ะซิ!!!! ไม่อยากจะคิดอะไรบ้า ๆ นะครับ แต่มันมีเหตุมีผล และเป็นที่รู้กันว่า เจ.เค จอมหักมุม



    =================================================================

    เจ.เค ยังได้ทิ้งปมและประเด็นต่อเนื้องเอาไว้อีกมากมาย ไว้โอกาสหน้าเวเฟอร์จะมาวิเคราะห์กันให้ถึงพริกถึงขิง เพื่อเป็นการต้อนรับหนังสือเล่มที่เจ็ดเล่มสุดท้าย Harry Potter and the Deathly Hollows ที่จะมาอยู่ในมือของคุณหลายคนเร็ว ๆ นี้นะครับ เตรีมรอการเฉลยเนื้อเรื่องส่วนสุดท้ายและการหักมุมขึ้นสูงไว้ได้เลย ครับทุกท่าน

    =================================================================




    อันดับที่ 7 Britney Spears

    เธอคือ : นักร้องหญิงผู้ที่ (เคย) ประสบความสำเร็จและโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก
    ความโดดเด่น : การที่จะมานั่งอธิบายความโดดเด่นของ บริทนีย์ สเปียรส์ ก็เหมือนเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่เป็นครั้งที่ร้อยครั้งที่พัน เพราะผมเชื่อว่า ทุกคนที่มีโทรทัศน์ทั้งโลกคงรู้กันว่าเธอมีความโดดเด่นในด้านไหน




    ทำไมถึงรัก : เมื่อครั้งแรกที่ผมเห็นแม่สาวตัวเล็กคนนี้เล่นลูกบาส กับฝูงชาย และสะบัดก้นโยกย้ายพร้อมตะเบ็งเสียง ออกมาว่า “oh baby baby, how was I supposed to know?” นั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ผมสนใจในเรื่องของเพลงสากล ในโลกฝั่งยุโรบ ในเรื่องของภาษาอังกฤษ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเพลงนี้มันกล่าวถึงอะไร ผมไม่รู้ว่าเธอคนนี้โด่งดังแค่ไหน ผมจำได้ว่าผมชอบทำนองที่มันได้ใจและฟังกี่ครั้งไม่เบื่อ แต่ว่าที่สำคัญคือเพลงนี้ต่างหากเป็นจุดเริ่มต้นในผมฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษ คุณเองก็คงจะจำได้ใช่ไหมครับว่าเพลงสากลเพลงแรกที่คุณฝึกร้องคือเพลงอะไร และมันมีความทรงจำที่ดีแค่ไหนกับคุณ?



    จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปผมเจอเธออีกครั้งในจอทีวีช่องห้าช่วงเช้า ๆ ของรายการ อี ฟอร์ ทีน (ถ้าจำไม่ผิด) เธอใส่ชุดสีแดงรัดรูป ผมยาวสลวย หน้าตาน่ารักและทำเสียงแอ๊บแบ๊วว่า “Oops, I did it again” ตอนนี้แหละครับที่ผมเริ่มสนใจ บริทนีย์ อย่างจริงจัง จนถึงขั้นเก็บเงินค่าขนมไปซื้อเทป แล้วนั่งฟัง นอนฟังเพลงของเธออย่างมีความสุข ผมจำได้ว่ามีหลายอย่างในชีวิตเกิดขึ้นในตอนนั้น ทั้งเรื่องเศร้าและเรื่องเครียดมากมาย และนักร้องผู้นี้แหละครับ ที่ช่วยทำให้ผมลืมเรื่องเศร้าและยิ้มฟังเพลงเธออย่างมีความสุข จากนั้นผมก็ตามเก็บผลงานเธอเรื่อยมา ทั้งติดตามข่าวสาร หนังสือ รูปภาพ ซีดี ดีวีดี และร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ บริทนีย์ จนถึงขั้นเคยไปขโมยรูปฟิวเจอร์บอร์ดโฆษณาแป๊ปซี่ ที่เป็นรูปบริทนีย์กำลังดูดขวดแป๊ปซี่ ขนาดเท่าตัวจริงมาไว้ที่บ้าน!!! (เป็นการกระทำที่ผิดและไม่ควรทำตามอย่างยิ่งเลยครับ) ทุกวันนี้ผมยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะทำอะไรที่บ้าคลั่งได้ขนาดนั้น และผมก็ระลึกอยู่เสมอว่าตัวผมเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ถูกจับเข้าตารางไป เพราะหากเป็นอย่างนั้น ผมเองคงไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังกันหรอกครับ...



    กลับมาที่เรื่องบริทนีย์ ตัวผมเองมีของสะสมมากมายเกี่ยวกับเธอ เธอเปรียบเสมือนผู้ที่ให้ความสุขกับผมอย่างล้นหลาม และเหมือนเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยมีเลย ถึงแม้จะมีข่าวด้านลบเกิดขึ้นมากมายกับตัวเธอ นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความชอบเธอลดน้อยลงแต่อย่างใด ผมคิดว่าในเรื่องชีวิตส่วนตัวคนเราย่อมเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่เราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และในฐานะนักร้องและ เอนเตอร์เทนเนอร์ ผมคิดว่าบริทย์ สเปียรส์ทำหน้าที่ของเธอได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดของโลกคนหนึ่งเลยครับ

    มาเจอะลึกของรัก : เนื่องด้วยตัวผมเองก็ไม่เคยวิจารณ์เพลง และไม่คิดจะอาจเอื้อมด้วยครับ จึงขอเป็นกล่าวถึงเพลงของบริทนีย์ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษและความรู้สึกส่วนตัวดีกว่าครับ


    =================================================================



    Lucky น้ำตาไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

    ผมจำได้ว่าเพลงนี้มีมิวสิควีดีโอ ที่ถูกใจผมมาก กล่าวถึงดาราชื่อ ลัคกี๊ เธอมีทุกอย่างเพียบพร้อมแต่นั้นก็ไม่ได้ทดแทนความเหงาในใจเธอได้เลย หลังจากงานรับรางวัลอันยิ่งใหญ่ เธอก็ต้องมานอนร้องให้อย่าสลดใจไม่ต่างกับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสะท้อนชีวิตของบริทนีย์เองด้วยกระมังว่าถึงเธอจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน เธอก็ยังต้องการทุกอย่างเหมือนเด็กหญิงสาวทั่ว ๆ ไปนั้นแหละ




    เพลงนี้มีดนตรีที่น่ารัก และทำนองที่ซ้ำกันแทบทั้งเพลง แต่โชคดีที่ว่ามีท่อนฮุกที่ติดหู และติดปากที่ว่า “but she cry, cry, cries in her lonely heart , thinking” ผมว่าเป็นท่อนที่ที่สำคัญที่สุดของเพลงเลยทีเดียว และที่โดนใจก็คือการที่เน้นคำว่า cry นี่แหละครับ มันได้ทั้งความไพเราะ และการสื่อความหมาย เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมโปรดปานและฟังมามากกว่าพันครั้งมาแล้วในชีวิตแล้วครับผมมั่นใจ

    =================================================================




    I’m a slave 4 you เมื่อของมันเกิดร้อน

    ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ผมก็รู้สึกถึงการพัฒนาเพลงของเธอเลยครับ ว่าเพลงหากินของเธอไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงกระโดดหนังยาง กิง ก่อง แก้ว เสมอไป เพราะเพลงนี้ใช้ลูกเล่นเสียงเล็ก เสียงน้อยเธอได้อย่างเป็นประโยชน์ ท่อนไหนที่เสียงเธอจะเพี้ยนไปก็เอา เสียงคอรัสมาช่วยกลบซะ ถือเป็นการทำงานที่รอบคอบจริง ๆ แล้วยิ่งที่ที่บริทนีย์ กึ่งร้องกึ่งพูดในตอนแรกนั้นผมว่ามันเป็นอะไรที่เซ็กซี่มากเลยครับ รวมกับองค์ประกอบในมิวสิควีดีโอเพลงนี้แล้ว ทำให้มันเป็นภาพที่ผมดูกี่รอบก็ไม่เบื่อ การที่เห็นแสงแดดที่ส้มส่องบ่นเรื่องร่างของเธอที่ชุ่มเหงื่อ พร้อมสะบัดผมไปมาซ้ายเข้ากับจังหวะ “ha, ha, ha, ha” และท่าเต้นที่พร้อมเพรียงกัน ทุกอย่างเรียกได้ว่าถูกใจผมไปหมดเลยครับ และถึงเพลงนี้จะมีเวอร์ชั่นรีมิกซ์ตามมาเป็นกระบุงแต่ผมคิดว่า ไม่เซ็กซี่เท่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมเลยซักอัน





    =================================================================



    Toxic ทั้งเปรี้ยว ทั้งแสบจัดจ้าน ถูกใจยิ่งนัก

    เมื่อกระแสฮิพฮอพ เข้าแทรกแซงบิลบอร์ด ทุกหนทุกแห่งต้องมีแรพโย่เข้ามาแจม ทุกเพลงทุกอัลบั้มต้องหานักร้องผิวดำมาร้องคู่กันให้ควัก เพราะมันเหมือนเป็นธรรมเนียมใหม่บนชาร์ตเพลงว่า ถ้าไม่แรพโย่ ๆ มาเอี่ยวก็ไม่ต้องมาใต่อันดับต้น ๆ เลย และเป็นช่วงที่บริทนีย์ของผมไม่มีเพลงติดอันดับต้น ๆ มานานพอตัว แต่แล้วเมื่อผมได้ฟังเพลง Toxic ครั้งแรกผมรู้สึกได้ถึงความเปรี้ยว ความแสบในเพลงนี้ แถมกับมิวสิคที่จัดจ้าน ชนิดที่ว่าต้องชมเป็นเสียงเดียวกันเลย ว่าเธอคือเอนเตอร์เนอร์ที่ดีจริง ๆ และในเพลง Toxic บริทนีย์ ยังต้อง เพิ่มทั้งเสียงสูงและเสียงสูงมาก ตรงท่อน “too high can’t come down” ตัดกับดนตรีที่มีลูกเล่นลูกชน เหมือนนั่งรถไฟเหาะเลย มีทั้งช่วงมันสุด ๆ ช่วงก่อนจะดิ่งลง และช่วงที่สายไปมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความสวยงามทั้งหลายก็พาเพลงนี้ไปติดอันดับต้น ๆ เทียบเคียงเพลงแรพโย่ทั้งหลายอย่างภาคภูมิใจ พร้อมได้แกรมมี่ไปนอนกอดอีกหนึ่งตัวใน รางวัลเพลงเต้นยอดเยี่ยม




    =================================================================



    Overprotected เพลงตามแบบฉบับที่ขายได้ไม่เบื่อ

    เพลงนี้เป็นอะไรที่แนว บริทนีย์ มาก ๆ ครับ จะเรียกได้ว่าเป็นน้องสาวคนเล็กของเพลง crazy และ stronger ก็ไม่ผิด ทั้งการใส่ท่อนฮุก รูปแบการใส่ท่อนฮุกซ้ำไล่ติด ๆ กันในช่วงท้ายและที่เด่นชัดคือแนวการร้องที่เหมือนกันแบบคำต่อคำเลย แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นอะไรที่ถูกใจแฟน ๆ อย่างช่วยไม่ได้
    ในอัลบั้มเหมือนใส่เพลงนี้เป็นตัวกันล้ม เพราะถ้าหากแฟนไม่ถูกใจกับซิงเกิ้ล I’m a slave 4 U ก่อนหน้านี้ ก็ยังมี overprotected รองรับไว้อย่างน่าเอ็นดู ส่วนตัวผมนั้นชอบเพลงนี้ ตรงที่บริทนีย์ ผลัดกันร้องกับคอรัสอย่างสนุกสนาน และการทำเสียงกระซิบที่ข้าง ๆ หูว่า “ I.. need.. time..” ต่อด้วยการร้องเร็ว ๆ ‘I dont need nobody telling me just what i wanna What what what I'm gonna’ ผมฟังกี่ครั้งก็สนุกทุกครั้งล่ะครับ



    =================================================================



    Breathe on me อารมณ์บังเกิดได้ เพียงแค่......

    ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งชีวิต ผมไม่เคยรู้สึกว่าเพลงไหนฟังแล้วมันได้อารมณ์... เท่าเพลงนี้เลย ตั้งแต่เสียงลมหายใจเบา ๆ คลอมากับดนตรีในช่วงแรก และการร้องกึ่งพูดกึ่งกระซิบของบริทนี่ย์ บวกกับเนื้อเพลงที่มีความหมายไม่ลามกแต่เร่าร้อน ตั้งแต่ลมหายใจไปถึงกระดูดซี่โครง ...

    Oh it's so hot and I need some air
    And boy, don't stop cause I'm halfway there
    Its not complicated, we're just syncopated
    We can read each others minds

    ทุกคำเรียกอารมณ์เวเฟอร์ได้ดีจริงๆ ครับ




    เอาเป็นว่าขอเอ่ยถึงเพลงโปรดแค่นี้ก่อนละกันครับ แค่อยากบอกไว้ว่าเพลงของบริทนีย์ ผมชอบทุกเพลงล่ะครับและฟังได้ไม่เคยเบื่อด้วย เสียงเพลงของเธอเหมือนซี้ผมเลยคนหนึ่งก็ว่าได้ เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกันและพร้อมจะอยู่ข้างหูผมทุกครั้งที่ผมต้องการ

    =================================================================

    อันดับที่ 6 หักมุม!!

    มันคือ : การหักมุม คือการพบเจอสิ่งใด ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกินการคาดเดา คิดไม่ถึง และตรงกันข้ามกับความนึกคิดที่ผ่านของคุณ และมันก็นำมาซึ่งความเซอร์ไพรซ์อย่างแน่นอน
    ความโดดเด่น : การหักมุมนั้น เกิดขึ้นในโลกบันเทิงหลาย ๆ แขนง ทั้ง หนังสือ วีดีโอเกม ละคร และที่สำคัญสำหรับผมคือในโลกแห่งภาพยนตร์ ในโลกแห่งภาพยนตร์นั้น การหักมุมถูกใช้มาเนินนาน และเป็นนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องด้วยผู้คนมากมาย เบื่อหน่ายกับหนังซ้ำซากจำเจ ที่สามารถเดาเนื้อเรื่องได้ตลอดทาง ตั้งแต่นั่งไปดูไปเพียง 5-10 นาที ผู้คนเหล่านั้นซึ่งรวมถึงผมด้วย ต้องการอะไรที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำซาก แหวกแนว และไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งนั้นก็คือหนังหักมุม หนังที่สามารถพลิกผันความเข้าใจคนดูได้ ทำให้คนดูตาโตอ้าปากเซอร์ไพรซ์ได้ ก็สามารถเรียกมันว่าหนังหักมุมได้แล้ว อยู่ที่ว่าจะใช้การหักมุมในรูปแบบไหน หรือมากน้อยเพียงใด ซึ่งนั้นคือความความโดดเด่นของหนังหักมุม

    ทำไมถึงรัก : ครั้งแรกที่ผมรู้สึกชอบการหักมุมก็คือ ตอนที่ได้ชมฉากหักมุมที่สุดตลอดการที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ฉากที่ ดาร์ท เวเดอร์ ประกาศต่อหน้าลุคว่า “I AM YOUR FATHER” นั้นเอง ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริง ๆ และหนังก็จงใจวางพล๊อตมาอยู่แล้ว ที่จะทำให้คนดูยกมือปิดปากพร้อมๆ กัน!! จากนั้น ไม่ว่าหนังเรื่องใดมีการหักมุม มีการเซอร์ไพร์คนดู ไม่ว่าจะเป้นที่ตัวพล๊อตเรื่องหรือบทตัวละคร หรืออะไรก็ตาม ผมก็จะตามหามาเพื่อที่จะริ้มรสการหักมุมของมันอย่างมีความสุข และไล่ล่าเก็บประการณ์หักมุมในทุกรูปแบบ อย่างมีความสุขครับ

    มาเจอะลึกของรัก : หนังหักมุมที่โดดเด่นมีมากมาย และใช้ลูกเล่นสารพัด จากการออกตามล่าการหักมุมทั่วราชอาณาจักผมจะ รวบรวมเจอะลึกและเรียบเรียงตามดังต่อไปนี้เลยครับ

    =================================================================



    หักมุมขั้นพื้นฐานที่ 1 “ฉันไม่ทันคิดเอง หรือมันไม่บอกฉัน”
    Wildthing 1998

    เกรินเพิ่มความน่าดู :ว่าด้วยเงินจำนวนก้อนโต ในกลุ่มคนโลภมากทั้งหลายที่โกหก ตอแหล และทำทุกอย่างได้อย่างหน้าด้าน ๆ เพียงเพราะหวังในเงินก้อนนั้น จากการวางแผนขั้นเล็ก ๆ จนเมื่อความโลภครอบงำมากขึ้นจนเกิดเป็นแผนซ้อนแผนซ้อนแผน และไม่สามารถเดาได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด!!!!
    แถม : หนังเรื่องนี้มีภาคต่อที่เทียบเคียงกันออกมา อีกสองภาค ซึ่งไม่สามารถสู้ภาคแรกได้แม้แต่ปลายก้อย

    =================================================================



    หักมุมขั้นพื้นฐานที่ 2 “สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ไม่จำเป็นเป็นจริงเสมอไป”
    Psycho 1960

    เกรินเพิ่มความน่าดู :เด็กหนุ่มผู้ที่รักแม่และดูแล อย่างสม่ำเสมอไม่เคยทิ้งกันไปไหน จนเริ่มพากันหลอนทั้งคู่ จนมีปากเสียงกันประจำ และคือหนึ่งเมื่อหญิงสาวหน้าเลือดลักลอบเงินสด หนีไปพักที่โมเทล ของสองแม่ลูก จนกระทั้งเรื่องไม่ดีงานบังเกิดขึ้น แต่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบหาความจริงซึ่งจะนำไปสู่ความจริง ที่หักมุม คนทั้งโลกมาแล้ว

    แถม: หนังเรื่องนี้ถูกนำมารีเมคหลายรอบ พอตัว และทุกครั้งก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะสร้างมาเพื่ออะไร? ในเมื่อก็น่าจะรู้ว่าสู้ภาคต้นฉบับไม่ได้อยู่แล้ว




    The village 2004
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :หมู่บ้านอันเงียบสงบใน ไร้ไฟฟ้า แสงสีและความเจริญในทุกรูปแบบบันเทิง ทุกคนอยู่อย่างเป็นสุขภายใต้การดูแลของผู้นำหมู่บ้าน แต่ทว่าสิ่งที่อาศัยอยู่ในป่าโดยหมู่บ้านนั้น ช่างเป็นอะไรที่ลี้ลับและน่ากลัวอย่างยิ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงมัน ไม่มีใครกล้ายุ่งกับมัน ไม่มีใครกล้าต่อกรกับมัน จนกระทั้ง สาวน้อยไอวี่ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อไปเอายามารักษาแฟนหนุ่มที่รัก และพาคนดูไปพบกับความจริง ที่สิ่งที่เห็นนั้นมันตรงข้ามกับความแค่ไหน แต่ตัวเธอกลับไม่รับรู้อะไรในเรื่องเหล่านั้นเลย ?!?!

    แถม: ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างประณามหนังเรื่องนี้เป็นหนังยอดแย่ประจำปี และไร้สาระมาก แต่สำหรับเวเฟอร์แล้ว ด้วยการหักมุมเพียงเท่านั้น ผมก็มีความสุขกับมันได้ละครับ

    =================================================================



    หักมุมขั้นปลานกลางที่ 1 “ผิดที่คุณ... ที่คิดไปเอง......”
    Sixth sense 1999

    เกรินเพิ่มความน่าดู :เด็กน้อยที่มีปัญหาเก็บตัว คุณพ่อเสีย และไม่สุงสิงกับใคร จนต้องลำบากไปถึงคุณหมอฝีมือดีเข้ามารักษา และยิ่งรักษาเด็กคนนี้เข้าไปเท่าไหร่ คุณหมอก็รู้สึกว่าเข้านั้นห่างเหินกับภรรยาเค้ามากขึ้นทุกวัน แต่เขาไม่มีทางเลือก เพราะการช่วยเหลือเด็กคนนี้อาจจะเป็นวิธีเดียวที่เขาจะไถ่โทษที่เขาเคยพลาดไว้ในวันก่อนได้ แต่ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องการความช่วยเหลือ ????.....




    The other 2001
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :เกรซคือคุณแม่ลูกสองผู้ดูแลบ้านหลังโตซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และเธอได้รับคนรับใช้เขามาอีกสามคนเพื่อมาแทนคนรับใช่ชุดเก่าที่หายไปแบบไร้ร่องรอย โดยที่ไม่เอาเงินเดือน จากนั้น ทุกอย่างในบ้านก็เข้าสู้ความหลอน ลูก ๆ ของเธอเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่มิติตรงข้ามกับพวกเขา ชาติภพที่เป็นเหมือนเส้นคู่ขนาด ซึ่งมันได้ซ้อนทับกันแล้ว ณ ที่บ้านหลังนี้ ภพของคนเป็นและคนตาย ส่วนพวกคนใช้ก็เริ่มมีลับลมคมใน จนคุณแม่เกรซเริ่มทนไม่ได้ และจัดการกับสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเธอเองจนเมื่อเธอได้รู้ความจริงทั้งหมดว่าที่จริงสิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ......

    แถม: หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในการหักมุมที่แรงมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย

    =================================================================




    หักมุมขั้นปลานกลางที่ 2 “ยังเห็นไม่ครบ อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
    SAW I, II, III
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :(อีกแล้วที่กระทู้ผมเอ่ยถึงเรื่องนี้) เมื่อผู้คนไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ไม่รู้จักใช้ชีวิต ให้สมกับทีได้มันมา เขาเหล่านั้นจึงถึงเวลาที่จะถูกทดสอบถึงเนื้อหนังที่แท้จริงภายในว่า เขาคู่ควรหรือเปล่ากับชีวิตที่ตนเองมีอยู่ หากไม่ผ่านการทดสอบ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่คืนสิ่งนั้นไปเท่านั้น ชีวิตของคุณ
    ฆาตกรที่ถูกขนานนามว่า จิ๊กซอว์ ผู้นี้มีไอเดียสุดบรรเจิดในการทดสอบเนื้อหนังที่แท้จริงของมนุษย์ และแต่ละเกมทดสอบของเขาก็ถูกใจหลายคนไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญคือหนังเรื่องนี้มีการเล่าที่ไม่เรียงลำดับก่อนหน้าโดยตรง เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องต่อไล่ไปทีละชิ้น จิ๊กซอว์นั้นจะซุ่มขึ้นมาแบบไม่ลำดับว่าชิ้นใดคือชิ้นต่อไป จนกระทั้งต่อครบสำเร็จจึงจะเห็นเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งหากคุณมองภาพที่มันยังต่อไม่ครบ มันอาจทำให้คุณเข้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความจริง!!!!

    แถม : SAW ภาคที่ 4 จะลงโรงประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งนั้นหมายความว่า มันยังมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ยังไม่ได้นำมาต่ออีก ฉะนั้นอย่าเพิ่งปักเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น มันอาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น



    The primal fear 1996
    เกรินเพิ่มความน่าดู :นักวัดหน้าใสถูกกล่าวหาว่า ฆาตกรรมเจ้าอาวาสด้วยวิธีสุดโหดคือการเฉือน ชำแหละ ควักลูกตาและตัดอวัยวะเพศ หลักฐานทุกอย่างชิ้นชี้นำว่าเขาคือผู้ทำ แต่ด้วยใบหน้าที่(หล่อ)ใสซื่อ และจริงใจ จนทำให้ทนายชื่อดังของเมื่อมาว่าความให้ จนทำให้ความหวังในการเป็นอิสระของเขามีความหวังขึ้นมาทีละนิด แต่คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนทำ แต่มันอยู่ที่ว่า คุณน่ะเชื่อใคร???

    =================================================================





    หักมุมขั้นสูงที่ 1 “เมื่อสิ่งที่เห็นทั้งหมดล้วนหลอกหลวง และเชื่อไม่ได้”
    Identity 2003
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    : ผู้คนหน้าตาแตกต่างทั้ง 10 คนจับพลัดจับพลู ติดพายุต้องมาพักที่โมเตลกันดาลแห่งหนึ่ง และเรื่องเริ่มน่ากลัวเมื่อมีคนทยอยตายไปทีละคน จนกระทั้งผู้ที่เหลือรอดหวาดกลัวสุดขีด และหาทางหลบหนี แต่นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดล้วน ถูกซ้อนทับไปด้วยการหักมุม มากมาย จนทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับตน ๆ ของหนังเข้าใจยากจริง ๆ แต่หากคุณเข้าใจเนื้อเรื่องอย่างถ่องแท้แล้ว คุณอาจจะรู้ว่า หนังเรื่องนี้ฉลาดในการหลอกล่อคนดูมากแค่ไหน

    =================================================================



    หักมุมขั้นสูงที่สอง 2 “หักมุมเพียงน้อยนิด แต่ทรงพลังและตราตรึงใจ”
    Pan’s Labyrinth 2006

    เกรินเพิ่มความน่าดู :ผมเพิ่งจะเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ไปได้ไม่นานนี้เอง แต่ด้วยความบังเอิญที่มันเกี่ยวข้องกัน จึงทำให้ผมต้องกล่าวถึงมันอีกครั้ง ในฐานะหนังที่มีการหักมุม อันทรงพลังและตรึงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
    การหักมุมในเรื่องนี้ หลาย ๆ คนอาจมองไม่เห็นด้วยซ้ำ หรือง่ายที่จะมองข้ามมันไป เพราะมันไม่ได้เล่าถึงการหักมุมอย่างโจ่งแจ้ง แต่เพียงการเล่าผ่านสายตาของตัวละคร ซึ่งคุณจะต้องนำไปคิดอีกทีหนึ่งว่าคุณเลือกที่จะมองมันในรูปแบบไหน หากคุณไม่คิดว่ามันเป็นการหักเหความคิดใด ๆ นั้นก็เป็นความสนุกในรูปแบบหนึ่ง แต่หากลองคิดอีกแง่มุมหนึ่งว่าหากหนังทำภาพออกมาแบบนี้ เขาต้องการที่จะสื่ออะไรกับคนดูกันแน่? การที่จะลิ้มรสชาติการหักมุมอันมีชั้นเชิงจะต้องอาศัยการติดตามของคุณบวกเข้าไปด้วย ไม่อย่างงั้นคุณอาจเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์โดยที่ไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่คนอื่นที่คิดตามและจับประเด็น ๆ เล็กน้อย ๆ จะคุ้มค่ากับหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ทุกบาททุกสตางค์ และเรื่อง Pan’s Labyrinth จัดอยู่ในการหักมุมที่มีชั้นเชิง และรองรับกับเนื้อเรื่องทั้งหมดได้อย่างลงตัว

    แถม : ถ้าหนังจบแล้วคุณไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้หักมุม ในกรณีนี้คุณก็โทษใครไม่ได้นะครับ คุณโง่เองครับ

    =================================================================

    นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งนะครับ ยังมีหนังหักมุมอีกมากมายที่ผมอยากจะนำมาแนะนำกัน แต่มันจะหักมุมในรูปแบบใด หรือมากน้อยแค่นั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวคุณแหละครับ ว่าคุณนั้น ใส่ใจกับเนื้อเรื่องและรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน
    และใครมีหนังหักมุมน่าสนใจแนะนำได้นะครับ เวเฟอร์ยังกระหายที่จะพบเจอการหักมุมทุก ๆ ระดับไม่เสือมคลาย

    =================================================================

    อ่า ฮะ เป็นไงครับ อ่านกันสนุกเลยหรือปล่าว มาถึงอันดับที่ห้ากันแล้ว

    ตรงนี้เวเฟอร์ขออณุญาติทำนิสัยไม่ดีนะครับ ขอทำนิสัยแบบหนังละครบ้านเรานิดหนึง

    คือ.. ติดตาม TOP 5 "ห้าอันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์" ในตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้ครับ

    *** แล้วคุณล่ะครับ... ของรักในโลกบันเทิงของคุณคืออะไร ?? ***

     

     

    =================================================================
     

     

    April 18

    Pan’s Labyrinth : สู่จิตนาการอันโหดร้ายและงดงาม

    คำเตือน: หนังเรื่องนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกประเภท โปรดใช้วิจารณญาณในการรับอ่านรับชม



    There will be sights that mark her return.

    มันจะมีสัญญาณ จารึกการหวนคืน

    There will be secrets that reveal her destiny.

    ความลี้ลับจะตื่น เพื่อชี้นำโชคชะตา

    There will be a journey that will make you believe.

    และการเดินทางเสาะหา... ที่จะทำให้ใจคุณ “เชื่อ”



    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


    In darkness, there can be light.

    ณ ความมืดหม่น ยังอาจมีแสง

    In misery, there can be beauty.

    ณ ความทุกข์ทน ยังอาจมีสิ่งสวย

    In death, there can be life.

    ณ ความมอดมวย ยังอาจมี ชีวา....


    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



    นำเรื่อง : ข้อความที่คุณเพิ่งอ่านจบไปด้านบนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำโปรยที่อยู่ในตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Pan's Labyrinth หนังภาษาสเปนที่เขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับชาวเม็กซิโก นามว่า Guillermo del Toro ซึ่งชื่อเรื่องในภาษาเม็กซิโกก็คือ El laberinto del fauno
    หนังเรื่องนี้เป็นการผสมผสานกันของแนว สงครามดราม่า ลึกลับระทึกขวัญ และจินตนาการแฟนซีอันลึกล้ำ ซึ่งหนังเรื่องนี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตการชมภาพยนตร์ของผมคนนี้ครับ...
    เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายที่สเปนในปี 1944 เมื่อผู้มีอำนาจ มีกำลังใฝ่หาการปกครองรูปแบบเผด็จการแสนโฉด กลุ่มคนรักเสรีอิสระอันน้อยนิดจึงต้องระเห็จระเหหลบซ่อน ซุ่มโจมตี และต่อกรกับผู้มีอำนาจบ้าพลัง โดยอาศัยหอกข้างแคร่ และกลวิธีชาวบ้าน โดยหวังอย่างสุดใจว่าซักวันหนึ่งจะปราบพวกโหดร้ายให้สิ้นซาก ถึงแม้ว่าความหวังมันช่างลิบหรี่เหมือนปลายเชิงเทียนก็ตาม



    เด็กสาวน้อยนาม โอฟีเลีย ผู้ที่ปักใจเชื่อในเทพนิยายอย่างฝังใจตามประสาเด็ก จำเป็นต้องมาอยู่ท่ามกลางสงครามที่เธอไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย เพราะแม่เธอคือคนที่อุ้มครรภ์บุตรชายผู้มีความสำคัญยิ่ง ของกองทัพ บุตรชายของนายพลวีดอล ผู้ทรงเกียตริ เที่ยงตรงและมีอำนาจแสนโหดร้าย



    โอฟีเลีย ถึงแม้จะมาในฐานะไม่ต่างกับองค์หญิงและมีบริวารรับใช้อย่างเพียบพร้อม แต่นั้นไม่ได้ช่วยทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยที่ต้องมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและโหดร้าย แต่ทว่าตัวเธอก็หารู้ไม่ว่าในการเดินทางครั้งนี้ เธอกำลังจะได้พบกับสิ่งที่เป็นตำนานยิ่งใหญ่และ เกินกว่าจินตนาการของผู้ใดจะคาดได้ เธอจะได้พบกับความจริงว่าที่แท้แล้ว เธอคือองค์หญิงแห่งดินแดนใต้พิภพ ดินแดนแห่งความสุข ไร้ซึ่งความเจ็บทุกข์ใด ๆ ทั้งสิ้น ดินแดนที่เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามดุจดัง ในเทพนิยายทุกๆเรื่องบนโลกใบนี้



    ตามตำนานเล่าไว้ว่า องค์หญิงแห่งคิดแดนนี้ได้หลบหนีขึ้นมาบนโลกมนุษย์และหายสาบสูญไป นานแสนนาน และเธอจะกลับมาในร่างใหม่ ซึ่งนั้นจะเป็นใคร ทุกคนน่าจะทราบดี...

    ข้อดีข้อเด่น : นับจากวินาทีแรกที่จอภาพยนตร์ปรากฏภาพขึ้นมา ผมเอกก็ถูกดึงเข้าสู่ภวังค์แห่งความกดดัน ตรึงเครียด และภาพอันทารุณของสงครามที่รุนแรงและร้ายกาจ ถูกถ่ายทอดมาในการเล่าและแสดงออกที่สมจริง สมจังจนน่าขนลุก และเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 10 นาที หนังเรื่องนี้กระสิบบอกผมเป็นนัย ๆ ตลอดเวลาว่า คุณกำลังจะพบกับสิ่งที่วิเศษที่สุดสิ่งหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ที่คุณเคยได้สัมผัสมา...



    สลับจากเหตุการณ์ในสงครามอันโหดร้ายทารุณ คือความเป็นแฟนซีที่ดุเดือดและทำเอาคนดูอกสั่นขวัญแขวนไม่แพ้กันทีเดียว ว่าด้วยเรื่องราวที่ โอฟีเลียจะต้องปฏิบัติภารกิจ ทั้งสามชิ้นให้สำเร็จลุร่วงก่อนที่พระจันทร์จะเต็มดวง เพื่อพิสูจน์ว่าเธอคือองค์หญิงโดยแท้ (ช่างเป็นข้อตกลงตามแบบฉบับเทพนิยายจนน่าสงสัย) และในการพิสูจน์ตัวตนของเธอแต่ละครั้งนั้น มันจะสร้างความหรรษาอันโหดร้าย ที่คุณไม่เคยได้รับจากภาพยนตร์เรื่องใดมาก่อนเลย



    หนังกดอารมณ์คนดูได้อย่างต่อเนื้อทั้งในเหตุการณ์สงครามอันมีชั้นเชิง และแฟนซีสุดโหดร้าย ซึ่งเมื่อถึงจุดที่มันถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วผลที่ได้คือความวิจิตรทางภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอย่างเต็มปากครับ



    การที่หนังสามารถจับชนวนของเชือกสองเส้นที่อยู่ห่างกันมาตลอดให้มาบรรจบเป็นปมเดียวกันนั้นได้ ต้องถือว่าทีมสร้างมีฝีมือและไอเดียที่วิเศษทีเดียวครับ ทุกรายละเอียดของการสร้างสรรค์ ถูกบรรจงตกแต่งและใส่ใจอย่างถี่ถ้วน ทั้งในด้านของรูปธรรม และนามธรรม ไล่ไปตั้งแต่ ฉาก องค์ประกอบ เครื่องมือทุกชิ้น บทสนทนาทุกประโยคทุกคำ การแสดงที่น่าเชิดชูทั้งนักแสดงในโลกสงครามทารุณ และจากโลกแฟนซีทุกตน ที่มีเอกลักษณ์ในติดตาตรึงใจ สอดแทรกไปอยู่ในความคิดของใครหลายคนอีกนานเท่านาน และ ดนตรีประกอบที่สร้างอารมณ์ให้ได้ครบทุกโทนไล่ไปตามอารมณ์ของเนื้อเรื่อง เรียกอารมณ์เพิ่มขึ้นไปในทุกความกดดัน คับขัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้กับตัวหนังประดุจมีเวทย์มนต์จริงๆ ทั้งหมดถูกจัดวางไว้ให้ถูกจุด ถูกประเด็น ฉุดอารมณ์คนดูให้ลื่นไหลไปตามกับท้องเรื่องจนไม่มีเวลามานั่งหาข้อบกพร่องกันเลยทีเดียว

    ในเรื่องของการแสดง Ivana Baquero ผู้รับบทหญิงสาว โอฟีเลีย ถือว่าทำได้น่าพอใจครับ ไม่มีจุดไหนหรือฉากไหน ทำผมหงุดหงิดได้เลย ส่วนด้าน Maribel Verdu รับบท Mercedes เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ค่อนข้างสำคัญและเธอก็ทำหน้าทีของเธอได้อย่างน่ายกย่อง การแสดงของเธอมีฝีมือมากขึ้นกว่าเรื่อง Y tu mama tambien อย่างก้าวกระโดดซึ่งการแสดงสุดวิเศษของเธอนี้ก็ช่วยเพิ่มอารมณ์และความสมจริงให้ตัวหนังไปอีกหนึ่งมิติ จะว่าไปแล้วตัวละครนี้เป็นตัวละครที่ผมชอบและยกย่องมากที่สุดในเรื่องเลยครับ




    เมื่อคุณถูกหนังเรื่องนี้พาคุณล่องลอยเข้าสู่ภวังค์แห่งจินตนาการอันโหดร้าย เนื้อเรื่องที่สุดแสนจะเข้มข้น ทุกนาทีที่ผ่านไปรังแต่จะเพิ่งความรุนแรงและน่าติดตาม ความวิเศษที่ข้อที่ผมกล่าวมาเพิ่มพูนอยู่ใจของผมทุกนาที และเมื่อถึงจุดแห่งการหักเหความเข้าใจในช่วงท้าย มันก็ระเบิดออกมาเป็นความสุขในการชมภาพยนตร์ที่ผมไม่เคยได้รับมานานแสนนาน

    ข้อด้อยข้อเสีย: หนังที่ถูกใจผมได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะถามว่า ข้อเสียมันคืออะไร...
    ถึงแม้จะมีจุดที่อยู่ผิดที่ผิดทาง หรือส่วนที่ขาดหายไป มันไม่ได้สร้างทำให้ความหรรษาของเรื่องนี้ลดน้อยลงไปเลย... สิ่งเดียวที่กวนใจผมอยู่ตลอดเพียงสิ่งเดียวคงจะเป็นเพียงแค่ประเด็นนี้เท่านั้นครับ สิ่งที่หนังให้กับผมนั้นมันช่างเป็นประสบการณ์แห่งภาพยนตร์ที่วิเศษมาก และพิสูจน์อย่างเด่นชัดว่าทีมงานมีฝีมือและสร้างความ หรรษา ความระทึก ความโหดร้าย ความเข้มข้นได้แค่ไหน และพวกเขาสามารถยกระดับมันขึ้นไปได้แบบไม่มีขีดจำกัดเลยทีเดียว แต่เหตุใดจึงยับยั้งและหยุดมันไว้เพียงแค่นั้น...... ยกตัวอย่างฉากไล่ล่าในภารกิจที่สอง หากปีศาจตนนั้นทำอะไรมากกว่านี้คงเป็นอะไรที่วิเศษมากมายทีเดียว แต่ทำไมจึงหยุดไว้แค่นั้น? ทำไม? จุดนี้จะว่าไปแล้วมันไม่ถือว่าเป็นข้อเสียหรอกครับ มันแค่เป็นจุดยังกวนใจผมอยู่เท่านั้นเอง

    สรุปส่งท้าย: Pan’s Labyrinth ได้เป็นบทบันทึกที่วิจิตรที่สุดหน้าหนึ่ง ในชีวิตการชมภาพยนตร์ของผมคนนี้ ทั้งด้านอารมณ์และจินตนาการ กับการผสมผสานของหนังดราม่าและแฟนตาซีเข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่เท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังผสมผสาน ความรัก ความหวัง ความถูกต้อง และ ศรัทธา อย่างบริสุทธิ์ เข้าด้วยกันอย่างละเมียดละไม อย่าว่าแต่เป็นหนังแฟนตาซีระทึกอารมณ์ที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่ผมเคยชมมาเลยครับ อีก 10 ปีข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีหนังแฟนตาซีแนวไหนสร้างมาได้ถูกใจผมกว่านี้อีกไหม ยิ่งถ้าคุณดูแล้ววิเคราะห์อย่างละเอียดนั้นคุณจะได้เห็นถึงการใส่ใจในรายละเอียด ว่าคำโปรยที่ผมใส่มาข้างตนนั้นมันล้วนเป็นจริงและสอดคล้องกับเนื้อเรื่องอย่างน่าอัศจรรย์


    ขอแถม : สุดท้ายที่ผมอยากจะบอกคือการหักมุมช่วงท้ายนั้น ช่างเป็นการหักมุมที่โหดร้ายและงดงามที่สุดในเวลาเดียวกันเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ

    ความชอบ: 5 เต็ม
    เกรด : A-


    ป.ล. ขอขอบคุณ คุณ Biscuit Maguire ผู้เป็นแรงบัลดาลใจในการไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ของเวเฟอร์ครับ



    April 01

    แฝด : ฉลาดที่จะหลอก แต่โง่ที่จะหลอน


    แฝด : ฉลาดที่จะหลอก แต่โง่ที่จะหลอน

    นำเรื่อง: เรื่องของแฝด เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากฝูงชนได้ง่าย เป็นเรื่องที่มักจะเกี่ยวข้องกับความรี้ลับ และเป็นเรื่องที่สร้างความสะพรึงได้อยู่ทุกยุค ทุกสมัย เพราะทุกวันนี้มันยังเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างแฝดสองคนได้อย่างครบทุกแง่มุม เพราะเหตุที่มันยังคงคลุมเครืออยู่เช่นนี้ จึงเป็นความคิดที่บรรเจิดอย่างหนึ่งที่จะนำมันไปเป็นแกนหลักของภาพยนตร์ ไปเล่นในมุมมองของหนังผี สอดใส่ไปในเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม น่าขนลุก การแสดงชั้นดี และความคาดไม่ถึงอีกหลายอย่าง ผลที่ได้นั้นก็คือหนังไทยอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่านี่คือ “หนังดี” และกล้าที่จะอาไปแนะนำต่ออย่างภาคภูมิใจ...



    ข้อดีข้อเด่น: สิ่งแรกเลยที่อยากหยิบยกขึ้นมาชมกันก็ต้องเป็นการแสดงของพี่มาช่าที่ไม่ทำได้ไม่ผิดหวังจริง ๆ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์มานานในวงการของเธอ ไม่ได้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย ในความเห็นของผมการแสดงชิ้นนี้ดีกว่าของนักแสดงไทยหลายคนที่ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีเสียอีก ส่วนทางด้านพระเอกทำได้เพียงแค่ระดับปลานกลางไม่ได้น่าจดจำมากนัก แต่ก็ถือว่าสอบผ่าน บางตอนยังดูทื่อ ๆ เกินไป ส่วนบางตอนก็ดูจริงจังเกินไป เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญในการแสดงภาพยนตร์เลยทีเดียว ผ่านจากตัวนักแสดงนำ ก็มาว่ากันที่ทีมงานสร้าง บทสนทนาของเรื่องแฝดสอดคล้องและรองรับกับเหตุการณ์ในเรื่องได้อย่างแนบสนิทครับ มีฉากหวาดเสียวสะเทือนอารมณ์สอดแทรกมาด้วยอารมณ์ที่กดดันคนดูตลอดเวลา ความน่ากลัว และความตรึงเครียดถูกปล่อยใส่คนดูเหมือนระลอกคลื่นที่ถาโถมอย่างไม่ยั้ง

    กลิ่นไอของเรื่องแฝด ถือว่าเป็นกลิ่นที่คล้ายกับเรื่องซัตเตอร์อยู่พอตัวเลยทีเดียว แต่หลายคนอาจไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่หวาดเสียวอยู่กับฉากผีหลอก กลิ่นที่ว่าคือการเล่นคำเล่นประโยค ใส่คำใบ้มากมายในบทสนทนา เพื่อรองรับ พล๊อตในช่วงถัดไปของเรื่อง สำหรับคนที่ตั้งใจดูและสามารถจับประโยคเหล่านั้นได้มากเพียงพอล่ะก็ คุณอาจจะเดาถูกเลยก็ได้ว่า พล๊อตเรื่องจะดำเนินไปในทางใดต่อไป เพราะประโยคใบ้พล๊อต มันมีมากมายเหลือเกินในเรื่องแฝด ในความเห็นของผม ผมว่าใส่มากอย่างโจ่งแจ้งเกินไปด้วยซ้ำ (มีตั้งแต่ในตัวอย่างภาพยนตร์เลยครับ ถ้าคุณสังเกต) ถ้าใช้ลูกเล่น ซ่อน “ความลับ” ในแนบเนียน และใช้มันให้คุ้มค่ากว่านี้ล่ะก็ แฝดจะยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปได้อีกเยอะ

    แฝดยังฉลาดในการใช้ตัวละคร ไม่เลือกใส่ตัวละครเกินเลย แม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเป็นข้อดีที่ผู้กำกับไทยท่านอื่นหลาย ๆ ท่านควรเอาเป็นตัวอย่าง ในเรื่องจะแฝดนั้นเลือกที่จะใส่ตัวละครเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หนังจึงมีความกระชับ และไม่มีตัวละครไร้สาระ ไม่มีบทที่เกินเลย ทุกอย่างนั้นถูกใช้ให้เป็นโยชน์ซึ่งตรงนี้ที่ผมชอบมาก ๆ ครับ

    ข้อด้อยข้อเสีย : ในเมื่อแฝดมีความสามารถในการสรรหาเนื้อเรื่องที่โดดเด่นซับซ้อน มีความสามารถในการหลอกล่อคนดู มีความสารถในการดึงดูดความสนใจ มีความสามารถถ่ายถอดอารมณ์ได้ดีอย่างผมเพิ่งจะกล่าวมาในข้างต้น แต่เหตุใด จึงไม่สามารถหาการกลอกหลอนที่แปลกใหม่กว่านี้ ฉากหลอกทั้งเรื่องที่ทำให้คนดูตกใจผวาหน้าทิ่มกันได้นั้น ส่วนมากก็เป็นเพราะเสียงดนตรีที่จับอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด แต่ทว่าตัวผีที่ออกมาหลอกหลอนนั้น เป็นอะไรที่ซ้ำซากและจำเจอย่างยิ่ง คงไม่ต้องอธิบายหรอกใช่ไหมครับ ว่าผีที่ซ้ำซากนั้นมีการหลอกเช่นไร ดูแล้วอดอารมณ์เสียไม่ได้ ถ้าหากผีตัวนี้มีเอกลักษณ์ในการหลอกหลอนที่ดีกว่านี้ซักหน่อย อาจจะได้เป็นผีในดวงใจของผมไปเลยจริงๆ
     

    ขอว่ากันที่เรื่องผีต่อนะครับ นอกจากผีจะหลอกได้ซ้ำซากแล้ว ผีในเรื่องยังเป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่ไม่มีจุดประสงค์ในตัวเองอย่างเด่นชัดเอาซะเลย บางอารมณ์เธอจะมาหลอกให้กลัว เธอก็มาหลอกแลบลิ้นปริ้นตา บางอารมณ์เธอจะมารักเธอก็มาโอบกอดโอบไหล่ซะอย่างงั้น บางอารมณ์เธออย่างเล่นหายตัว เธอก็มาแวบซ้าย แวบขวา แวบหน้า แวบหลัง สรุปคือผีตัวนี้ถูกผู้กำกับหลอกใช้ตามอารมณ์ของเขา หนังไม่ได้แสดงให้ดูเลยว่าแท้จริงแล้วผีตัวนี้ต้องการอะไรกันแน่ เธอจะมารักหรือเธอจะมาแค้น? เหมือนเธอถูกจ้างมาให้หลอกเพียงแค่นั้น เป็นเพียงตัวละครเดียวในเรื่องที่ไร้เหตุผลที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอก็มีความสำคัญไม่ต่างกับแฝดของเธอเลย...
    อีกนิดหนึ่งกับตัวละครแม่นางเองครับ คุณหลายคนรู้ใช่ไหมครับ ว่าถ้าหากตัวละครใดที่พูดไม่ได้เพราะอุบัติเหตุแล้วล่ะก็ (เช่นหกล้ม หรือตกบันใด ตอนที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย) หมายความว่าตัวละครนั้น รู้ความลับที่สำคัญที่สุดของเรื่อง และอยากจะบอกใจจะขาด แต่.. เธอพูดไม่ได้... ดูแล้วอดขำไม่ได้ ไม่รู้ว่าคิดยังไงกัน ถึงยังกล้าใช้มุขแบบนี้อีก... มันไม่โบราณไปหน่อยหรอครับ?

    สรุปส่งท้าย: ถึงแม้ว่าแฝดจะบางจุดที่ขัดหูขัดตาอยู่บ้าง แต่หากมันไม่ได้กวนใจอะไรคุณ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังเรื่องโปรดของคุณได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว ยิ่งถ้าคุณเป็นคนรักหนังสยอง กับเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน แล้วล่ะก็คุณจะยิ่งรักมันเลย
    ส่วนผมเองก็ชอบในตรงพล๊อตเรื่องนี่แหละครับ ที่เข้าใจใช้เรื่องของ แฝด ได้อย่างเป็นประโยชน์จริง ๆ เรียกได้ว่า ฉลาดที่จะหลอกครับ หลอกทั้งคนในเรื่องและหลอกทั้งคนดู แต่ในการหลอกของผีเท่านั้นแหละครับ ที่ยังคงย่ำอยู่กับที่และเป็นเพียงผีโง่ ๆ ตัวหนึ่งนั้นเอง...

    ความชอบ: 3.9 เต็ม
    5
    เกรด: B-