แฟ้มประวัติDarth เวเฟอร์รูปถ่ายบล็อกรายการเพิ่มเติม เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


23 กรกฎาคม

Lady in the Water นิทานก่อนนอนของ M.Night Shyamalan

คำวิจารณ์ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของผู้วิจารณ์ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติเป็นอันขาด
 
 
 
บทวิจารณ์นี้ไม่มีการบอกถึงเนื้อเรื่องในภาพยตร์นะครับ คุณสามารถอ่านตั้งแต่ต้นยันจบได้อย่างสบายใจ
 
นำเรื่อง: หนังตามแบบฉบับของ M.Night เจ้าพ่อแห่งการทำหนังหักมุมและกระตุกขวัญ ที่สำคัญคือการหลอกล่อคนดู ให้หลงติดกับไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร เข้าใจใช้ " ความอยากรู้ " ของคนดูเป็นตัวล่อให้หนังดำเนินเนื้อเรื่องไปอย่างน่าติดตาม โดยครั้งนี้กับเรื่อง Lady in the Water ยังคงรักษาความเป็น M.Night ได้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้จะลดการเซอร์ไพรซ์คนดูไปเยอะ แต่ที่มีเพิ่มเข้ามาคือความอบอุ่น ความเชื่อ การช่วยเหลือ และความดีงาม ที่เราทุกคนเคยได้รับการกล่อมเกลามาจากนินทานก่อนนอนสมัยวัยเด็ก และมันแทบจะไม่เหลืออยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คนแล้วทุกวันนี้...
 
 
ข้อดีข้อเด่น: M.Night ยังคงรักษาฝีมือในการทำให้คนดูสะดุ้งตกใจ กรี๊ดออกมาเลยก็มี โดยที่ผู้กำกับคนนี้เค้าเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่ที่ปริมาณ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงนิสัยการทำหนังของเขาอย่างเด่นชัด ประมาณว่าหากมีเยอะเกินไปจะทำให้ลดค่าในตัวของมันไป
และเอกลักษณ์อีกอย่างที่ผมชื่นชอบคือการเล่าเรื่องที่เหนือการคาดเดาของคนดูได้เสมอ ถึงแม้ในเรื่อง Lady in the Water นี้ จะไม่ถึงขั้นว่าเป็นหนังหักมุม แต่มันก็มีเนื้อเรื่องที่คนดูไม่มีทางเดาออกอย่างแน่นอนว่าจะดำเนินไปทางใด หรือตัวละครใดจะมีความสำคัญขึ้นมา คุณจะต้องดูอย่างตั้งใจและจับจุดของบทสนทนาในแต่ละฉาก เพราะฉากที่คุยกันพร่ำเพื่อทั้งหลายนั้น อาจซ่อนอะไรเอาไว้แบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และแน่นอนว่ามันจะอยู่เหนือการคาดเดาของคุณ
อีกอย่างที่น่าชมเป็นอย่างยิ่งคือการที่เค้าสามารถนำนินทานโบราณมาเล่า และผสมผสานในรูปแบบของตัวเองได้อย่างลงตัว และน่าเชื่อถืออย่างประหลาด อาจเป็นเพราะการแสดงที่ดูจริงใจใสซื่อของ Bryce Dallas Howard ผู้รับบทผู้หญิงในสายน้ำ หรือ Story ด้วยกระมั้ง เพราะเธอถือว่าเล่นได้ดีทั้งจาก The Village และเรื่องนี้ เหมือนเราเชื่อว่า เธอมาจากสายน้ำจริง ๆ เธอใส่ซื่ออย่างมีเสนห์และมุ่งมั่น อย่างจริงใจเป็นที่สุด
 
 
อีกทั้งการแสดงของนักแสดงท่านอื่น ๆ Paul Giamatti นั้นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างพอใจ ไม่เสียชื่อที่เคยอยู่ในหนังดี ๆ และที่น่าชมจากใจจริงอีกก็คือตัวประกอบของทั้งเรื่องที่แสดงได้เป็นธรรมชาติดี จะว่าไปแล้วไม่จำเป็นต้องแสดงให้ลึกซึ้งอะไรมากมายแค่แสดงความเป็นคาแรคเตอร์ตัวนั้น ๆ ออกมาให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องนั้นมันก็ดีมากเพียงพอแล้ว
 
 
ข้อด้อยข้อเสีย: จุดที่เป็นข้อขัดใจของหลาย ๆ ท่านที่จะไม่ชอบหนังของ M.Night ก็คือ การที่หนังเล่าเรื่องแบบ เอื่อย ๆ ช้า ๆ คุยกันหลาย ๆ ฉากติดต่อกัน จนหนังมันกลายเป็นยานอนหลับเข้าไปทุกที แหละพวกคุณก็เฝ้ารอแต่ฉาก สยอง ๆ ระทึกขวัญ ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งมันก็มีซะน้อยนิดเหลือเกิน จนเมื่อถึงตอนเซอร์ไพรซ์คนดู คุณก็ยังไม่ชอบใจมันอยู่ดี เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการมารับชมในหนังสยองขวัญ สรุปเมื่อคุณเดินออกมาจากโรง คุณก็รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปฟรี ๆ 2 ชั่วโมง
 
 
แต่หากคุณเปิดใจให้กว้างอีกซักกนิดและลองพิจารณาดูถึงข้อแตกต่าง ๆ ของหนังที่ เค้าทำออกมา ว่าแกนหลักลึกแล้ว ๆ หนังต้องการจะซื่ออะไรกับคนดู คุณอาจจะเซอร์ไพรซ์กับตัวเองขึ้นมาเลยก็ได้ ว่าตัวเองได้พลาดสิ่งน่าสนใจไปมากเพียงใด แต่ยังไงซะถ้าคุณยังคงถวิลหา ฉากหลอกหลอน น่ากลัวสุดขีด หลอกกันทั้งเรื่อง แบบไม่สนว่าเนื้อเรื่องจะซ้ำซากและไร้สาระเพียงใด ก็แนะนำ ให้ไปหาหนังผี เอเชีย ๆ ชื่อสั้น ๆ พวกนั้นดู คุณอาจจะมีความสุขกับหนังพวกนั้นได้มากกว่า เพราะหากคุณหยึดติดกับหนังพวกนั้นถึงขั้นฝังกระดูดดำซะแล้วนั้น ยังไงซะหนังของ M.Night ก็ไม่สามารถเติมเต็มอารมณ์ของคุณได้อยู่ดี สิ่งที่ M.Night นำเสนอมันมีมากกว่านั้นนะครับ
แต่จุดที่ผมเองก็ข้องใจในเรื่องนี้ คือการที่ หนังไม่สามารถหาจุดคลายแม็กซ์ให้กับตัวเองได้อย่างสมเกียตร และสิ้นเรื่องเอาได้ดื้อ ๆ มันอาจมองดูลงตัวในรูปแบบของคำว่านินทาน แต่ไม่เติมเต็มให้คนดูได้ในรูปแบบของคำว่า ภาพยนตร์ สรุปง่าย ๆคือมันจบง่ายไปนั้นเอง
 
 
สรุปสุดท้าย: เรื่อง Lady in the Water ของ M.night เรื่องนี้เป็นอีกครั้งที่เขายังคงทำหนังในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าพอใจ ถึงแม้จะไม่หวือหว่าและถูกใจคนหลายกลุ่มอย่าง The Sixth sense หรือ Signs แต่เรื่องนี้ก็ลงตัวในคำว่า "นินทาน" และรูปแบบของมันเองอยู่แล้ว พูดง่าย ๆ อีกคือ โดยร่วมเรื่องนี้ยังดีกว่า The Village ครับ เพราะใน Lady in the Water มันเหมือนคุณและเนื้อเรื่องได้เดินไปพร้อม ๆ กัน อย่างน่าติดตาม และน่าคิด ที่ซอดแทรกความอบอุ่นมาเรื่อยๆ  ไม่เหมือนกับใน The Village ที่เดิน ๆ ไปด้วยกันอย่างน่าเบื่อ และถีบส่งออกมาอย่างไร้เยื่อใย ในตอนจบ
และขอย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ยากให้คุณเปิดใจให้กว้าง และวิเคราะห์ถึงความสำคัญกับมิติอันลุ่มลึกของตัวละคร แล้วคุณจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังกระตุกขวัญที่ไม่เหมือนใครและแปลกดีจริง ๆ
 
ความชอบ: 3.5 เต็ม 5
เกรด: B
 
 
 
 
19 กรกฎาคม

X-MEN: The Last Stand ความผิดมหันต์ของเหล่ากลายพันธุ์

 

นำเรื่อง: 1 ในหนังที่ผมอยากดูที่สุดในรอบ 3 ปีนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยการสะสมความดีในตัวเองมาอย่างต่อเนืองของ 2 ภาคต่อหน้านี้ การมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจน่าติดตาม ตัวละครที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างเด็ดชัดและน่าลุ้นน่าเอาใจช่วย อย่างสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ หรือ ฝ่ายอธรรม แต่....ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในภาคที่ 3 ด้วยเนื้อเรื่องที่ว่าทางองค์การรัฐบาลสามารถหาวิธีการรักษาการกลายพันธ์ของพวกมนุษย์กลายพันธ์ได้ แต่ทว่านั้นเป็นทางออกที่ถูกต้องแล้วหรอ? เพราะทันทีที่ข่างได้มีการแจ้งออกไปย่อมมีผู้ที่เห็นด้วย และต่อต้านมากมาย โดยกลุ่มต่อต้านแน่นอนอยู่แล้วว่านำโดยแมคนีโต้ เจ้าเก่าผู้คิดอาฆาตค้าเหล่ามนุษย์ธรรมดาทุกคนบนโลกใบนี้ และยังคิดจะมารักษาเหล่ากลายพันธ์หรอ ฝันไปเถอะ

ข้อดีข้อเด่น: ความสวยงามของ สเปเชียลเอฟเฟ็คครับ พลังของทุกคนในเรื่องถูกถ่ายทอดมาในภาพที่สมจริงสมจัง เหมือนพวกเขามีพลังนั้นจริง ๆ โดยเฉพาะ ดาร์ค ฟีนิกซ์ ใช้พลังไม่เกรงใจชาวบ้านกันเลย แล้วก็ความมันส์ที่มีให้ครบตามสูตร ส่วนเรื่องของการแสดงถือว่า พอถูพอไถไปทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ไม่มีอะไรให้ติ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ชมมากมายนัก



ข้อด้อยข้อเสีย: การที่หนังเปลี่ยนผู้กำกับนั้น ก็เหมือนเปลี่ยนธีม ของเรื่องไปเลยทีเดียว จากที่ Bryan Singer เคยกำกับเมื่อสองภาคล่าสุดมาก ซึ่งก็ถูกใจแฟน ๆ กันมิใช่น้อย แต่ในภาคนี้เปลี่ยนมาเป็น Brett Ratner ที่เคยมีผลงานอย่างเช่น Rush hour ความรู้สึกที่ส่งผลกระต่อคนดูจากเรื่อง X-Men 3 เลยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจาก 2 ภาคที่ผ่านมา ซึ้งสำหรับคนทั่วไปอาจยอมรับในการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ เพราะผู้กำกับคนนั้นยังสรรหาความมันมาให้คนดูชมได้กัน แต่ในความรู้สึกของแฟน ๆ หรือสาวก X-Men อาจขัดใจเป็นอย่างแรง เพราะเหมือนผู้กำกับคนนี้ได้ทำร้ายสิ่งที่พวกเขารักเป็นที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต! เริ่มด้วยการใช้ตัวละครไม่สมกับคาเรคเตอร์ที่ถูกต้องตามต้นฉบับ หรือ ตามที่ได้สะสมมาจาก 2 ภาคที่แล้ว และใช้ตัวละครได้ไม่คุ้มค่ากับการที่สร้างพวกเค้าขึ้นมา ไม่คุ้มค่ากับพลังที่พวกเค้ามี ไม่ให้สมองพวกเค้าได้ใช้กันบ้างเลย เหมือนแจกฉาก ๆ ไปว่ากัดกัน สู้กัน แค่นั้นมันแล้ว จะเอาอะไรมากมาย ดังนั้นความมันที่ได้รับจึงเป็นความมันในระดับหนังมันดาษ ๆ ทั่วไป ไม่ใช่ความมันในแบบ X-Men ไม่ใช่ความมันในแบบมนุษย์ลายพันธุ์! ตัวละครหลายตัวกระทำในสิ่งที่ไม่สมกับการเป็นตัวละครนั้นเลย ทั้งที่เคยทำอะไร ๆ ได้น่าทึ่งเอาไว้ เมื่อ 2 ภาคก่อนแต่กลับมาเป็นคนกลายพันธุ์ไร้สมองในภาคที่ 3 ซะอย่างงั้น



ยกตัวอย่างเช่น Magneto เป็นคาเรคเตอร์ที่มีความแค้น เหล่ามวลมนุษยชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่สำคัญคือเป็นคนที่มีหัวคิดฉานฉลาดเป็นอย่างสูง เค้าเป็นผู้ที่เคยวางแผนทำลายล้างมนุษยชาติอย่างหลักแหลมมาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ผู้นำโลกทั้งหมดในการประชุมที่เกาะริบเบอร์ตี้ ในภาคแรก หรือการวางแผนเข้ากลุ่ม X-Men แล้วพลิกล๊อค ใช้ความสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสคิดวางแผนฆ่ามนุษย์ธรรมดาทั้งโลก! ในภาคที่ 2 แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงในภาคที่ 3 ซึ่งเป็นภาคที่น่าจะยอดเยี่ยมที่สุด ( ในแง่ของหนังไตรภาค ) สิ่งที่ Magneto ทำคือ บุกเข้ามาโจมตีห่าม ๆ ดื้อ ๆ แบบเปิดเผย และไม่มีแผนการสำรองใด ๆ ทั้งสิ้น!!!! เมื่อแผนไม่สำเร็จจึงเดินกลับบ้านเหมือนคนแก่ธรรมดาคนหนึ่ง เสียชื่อการเป็นตัวโกงในการ์ตูนแห่งยุคอย่าง X-Men อย่างชิ้นเชิง



และอีกตัวละครโปรดที่สุดของผมอย่าง Strom จากเหตุการณ์ทั้ง 2 ภาคคนดูรับรู้ได้ถึงความเป็นคนเด็ดเดี่ยวการเป็นผู้นำ ว่าเธอมีจิตใจที่แจ่มใสได้อย่างท้องฟ้ายามเบิกบาน และเธอยังโกรธกริ้วได้เหมือนท้องฟ้ายามพิโรธ เธอคือผู้ที่ใช้พลังในอย่างมหาศาลเพื่อช่วยผองเพื่อนเหล่า X-Men เธอสามารถบังคับ พายุทอนาโดขนาดใหญ่ได้ถึง 6-7 ลูกพร้อม ๆ กัน เธอสามารถเปลี่ยนสภาพอากาศรอบกายให้หนาวต่ำถึงจุดเยือกแข็งก็ยังได้ แต่ในภาคนี้สิ่งที่เธอทำ ใช้อารมณ์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องและ ลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้ศัตรูมาโจมตีเธอ และยังให้คนดูเห็นอีกว่าเธอไม่มีพัฒนาการต่อสู้ระยะประชิดเลยแม้แต่นิดเดียว กลายเป็นอีกคนที่โง่เง่า อย่างน่าเสียดายจากสุดขั้วหัวใจ
อีกคนที่จะขาดซะไม่ได้คือ Dark Phoenix หรือ จีน เกรย์ เมื่อเข้าสู้ด้านมืดเป็นที่เรียบร้อย ตามความจริงเธอเป็นผู้ที่โหดเหี้ยมและสามารถใช้พลังจิตทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวง! เธอต้องโหดร้ายและไม่ปราณีใคร แต่....ในภาคนี้เธอดูเหมือนคนที่กำลังปวดหัวจัด และไม่มีที่ไปซะมากกว่า จึงต้องไปเดินร่วมขบวนกับ Magneto ทั้งที่ไม่ได้มีเหตุผลรองรับอะไรเลยว่าทำไมเธอต้องไปกับเค้าด้วย เหมือนแค่เธอหน้ามืดและยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่สมเลยที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ระดับ 5 ที่ร้ายกาจที่สุด



นอกจากที่กล่าวมากก็ยังมีอีกมากมาย หรือจะให้พูดง่าย ๆ คือ แทบทุกตัว ไม่สมกับเป็นตัวละครใน X-Men เลย Cyclops จากที่เคยดูเป็นเข้มแข็งและนิ่งสงบสุขุม กลับกลายเป็นคนเสียสติ หลงมัวเมากับความรัก จนเหมือนจะเสียทุกอย่างในชีวิต ไม่มีความปล่อยวาง ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนซะด้วย และที่สำคัญคือไม่ได้ทำประโยชน์ใด ๆ ให้กับเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อย นี่หรือคนที่ตัวละครที่โดดเด่นและเท่ที่สุดตัวหนึ่งในการ์ตูน X-Men ?
มนุษย์กลายพันธุ์ผ่ายตัวโกงทั้งหลายยังไม่น้อยหน้า เสร่อกันครบทุกตัวไป ยกตัวอย่างมา2 ตัวที่บุกเข้าไปฆ่านักวิทยาศาสตร์ ( พ่อของ Angle) ในตอนนั้นมีเป็นร้อยเป็นพันวิธี ที่มนุษย์กลายพันธุ์ 2 ตน จะฆ่า คนธรรมดาแค่คนเดียว แต่วิธีที่พวกเขาเลือกคือ จับไปโยนบนดาดฟ้า เพื่ออะไร? เพียงเพื่อให้ Angle ลูกชายของเขา บินมารับตัวไป แค่นั้นเอง เป็นการเลือกเหตุการณ์ได้อย่างไร้สมอง จนทำให้คนดูเดาทางถูกและหมดความสุขไปตามลำดับ เพราะถ้าไม่มีฉากดังกล่าว Angle ก็จะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นการใช้ตัวละครได้อย่างไม่คุ้มค่าเป็นที่สุด




อีก 1 ฉากที่น่าจะเป็นการรอคอยของหลาย ๆ คน คือฉากการประทะระหว่าง Iceman และ Pyro มันต้องเป็นอะไรที่เจ๋งมาก แต่ฉากนั้นมันสั้นจนแทบไม่ได้ลุ้นอะไรเลย และ Pyro ถูกน๊อตด้วยการโขกหัว? เสียชาติเกิดการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ Hot และเร่าร้อนที่สุดคนหนึ่งตลอดการ
มาลงเอยที่ฉากจบทำมาสวย ทำภาพมาสวยดี แต่ความสมจริง สมจังแทบไม่มี Dark Phoenix สามารถใช้พลังจิตทำให้ Wolverine กระเด็นไปอย่างแรงเมื่อเธอตกกระใจตื่น แต่เมื่อเธอเพ่งพลังจิตสุดขีด เขายังสามารถเดินดุ่ม ๆ เข้ามาแทงได้เลย แล้วฉากจบนั้นเหตุใดจึงดูละม้ายคล้ายคลึง กับฉากจบของเรื่อง Van Helsing อย่างช่วยไม่ได้ ถึงตรงนี้เหมือนเป็นการ ตอกตำปูปิดฝาโรงให้กับตัวเองอย่างเรียบร้อบ ดับสนิทไปตลอดกาลนาน.....

สรุป: ถ้าคุณดูเอาแค่ในแง่ของความมันเรื่องนี้ได้ใจคุณได้ไม่ยาก แต่ถ้าถามถึงอารมณ์ของ X-Men ความรู้สึกรัก ความรู้สึกชอบในคาเรคเตอร์ต่าง ๆ อย่างที่มีมาใน 2 ภาคก่อน ไม่ครับ ไม่มีเหลือ ไม่มีอีกแล้ว และที่พรรณนาข้อเสียมามากมายเป็นเพราะว่า รักครับ รักใน X-Men เหมือนของที่ผมรักที่สุดสิ่งหนึ่งได้จากผมไปแล้วตลอดกาล ซึ่งผมเองจะไม่ว่าซักคำเลย ถ้า X-Men ไม่มีภาคที่ 1 และ 2 อย่างดีเยี่ยมแบบนั้นมาก่อน แล้วมา ทุลักทุเลในภาค 3 อย่างนี้ มันทำร้ายหัวใจคนรัก X-Men อย่างแรงครับ

ความชอบ: 1.5 เต็ม 5
เกรด: C+


  

18 กรกฎาคม

Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest : หัวใจของมหาสมุทร



นำเรื่อง: หลังจากความสนุกของภาคแรกที่ติดใจคนทั้งโลกไปแล้ว ทำให้หนังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และทำเงินไปเชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิใจ กับเนื้อเรื่องสุดมันและดาราที่เป็นที่รักของแฟนอย่างท่วมท้น แต่นั้นมันเป็นแค่การเกรินนำของ Pirates of the Caribbean ครับ การเดินทางและการผจญที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นครับ ในภาคที่ 2 นี้ Dead Man's Chest ซึ่งตอนนี้ได้เป็นอีกหนึ่งบทบันทึกทางหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว 

 
 
ข้อดีข้อเด่น: จากเนื้อเรื่องในภาคแรกที่ทำมาผ่านฉลุยอย่างสวยงาม สำหรับภาคนี้ มีการพัฒนาให้ สูงขั้นขึ้นไปอีกในทุก ๆ ด้าน!!! ที่โดดเด่นคือทางด้านของเนื้อเรื่องสามารถยืดอกอย่างภาคภูมิได้เลย ว่าไม่มีการหากินกับของเก่า เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่สนุกสนานเข้มข้น ซึ่งพัฒนาบทอย่างดีเยี่ยมมาจากภาคแรก และสืบเนืองถึงกันได้อย่างวิเศษ แถมไม่น่าเกลียดที่มันยังจะเชื่อมโยงกันต่อสู่ภาคที่ 3 ได้อย่างน่าสนใจและดึงดูดอย่างแรง เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสนุกสนานและเข้มข้น ทยอยปล่อยมุขและปมอะไรมากมายมาตามลำดับ จนนำไปสู่ใคลเม็กซ์ อันสุดบรรเจิด เกินจะบรรยาย ทำให้คุณรักหนังเรื่องนี้มากขึ้นทุกนาที และยังมีนักแสดงระดับแม่เหล็กของที่มีฝีมือไม่น่าผิดหวัง ประชันบทกันถึงพริกถึงขิง ที่รับใจผู้ชมไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคงไม่มีใครเกิน Johnny Depp ในบทของ Jack Sparrow ที่บ้าอย่างน่ารัก เถือนอย่างเซ็กซี่ และโลภอย่างมีคุณธรรม เป็นการพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นถึงฝีมือการแสดงของเค้าอีกครั้งว่ามันวิเศษขนาดไหน (ใครไม่หลงรักใน Jack Sparrow ก็ใจดำไปละครับ) 


 
รองลงมาก็เป็น Keira Knightley ในบท Elizabeth Swann ที่ทำได้ดีขึ้นนะผมว่า เหมือนเธอหาจุดจับในตัวเองได้แล้ว และใช้มันให้เป็นประโยชน์ การพูดการจา ใช้น้ำเสียง มีความมุ่งมั่น และน่ารักได้อย่างลงตัว ส่วนพ่อหนุ่มสุดฮอต Orlando Bloom ในบทของ Will Turner ถือว่าอยู่หลังแถวสุดในกลุ่มดารานำ เพราะดูแล้ว การแสดงของ Orlando Bloom ไม่ได้มีความแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก ยังคงทำได้เพียงหน้าเครียด และหน้าหล่อ (ซึ่งอาจเพียงพอแล้วสำหรับสาวๆ) แต่เขาไม่สามารถดึงอารมณ์อื่นของตัวละครออกมาได้อีก Will Turner จึงเป็นแค่พระเอกมีใจคุณธรรมรักแฟนสาวสุดใจ เหมือนใน หนังเรื่องผ่าน ๆ มาเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้ความแปลกใหม่อย่าง 2 รายแรก 

 
 
มาที่ด้านของตัวร้าย Davy Jones รับบทโดย Bill Nighy ซึ่งทำมาเจ๋งอย่าบอกใคร เป็นปีศาจตัวใหม่ที่จะอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนไปอีกนาน เพราะทำหนวดปลามึกยุบยับได้ใจดีจริง ๆแสดงอารมณ์ของตัวละครได้ทุกนาทีที่เขาออกฉากมา และยังมีดวงตาของ Bill Nighy ที่สอดคล้องรองรับกับการเคลื่อนไหว หนวดปลามึกยุบยับดังกล่าว รวมแล้วจึงเป็นอีกตัวละครที่สร้างความบันเทิงให้กับหนังอย่างเต็มเปา 



เวลาของหนัง 2 ชั่วโมงครึ่ง ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกนาที ไม่มีฉากใดที่สิ้นเปลือง ไม่มีบทสนทนาไหน ที่เลอะเทอะ ถึงจะไม่สำคัญต่อเรื่องก็สร้างความฮาได้ทุกทีไป รวมความดีเด่นทั้งหลายที่กล่าวมาจึงไม่แปลกใจที่หลายคนที่ออกจากโรงภาพยนตร์จะมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมในหนังเรื่องดีเยี่ยมประจำซัมเมอร์นี้ 


 
ข้อด้อยข้อเสีย: ในความสนุกสนานเต็มเปี่ยมของเรื่องนี้จะมีข้อเสียอะไรให้มาถกเถียงกัน เพราะมันแทบจะไม่มีจริง ๆ ถึงมีมันก็เพียงน้อยนิดและให้อภัยกันได้ ซึ่งก็คงจะเป็นการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปในบางจุดอาจทำให้คนที่ฉลาดน้อย ๆ ตามเรื่องไม่ทันได้ และการกระทำของตัวละครบางตัวก็ดูบ๊องตื้นไปนิด อย่าง Will Turner ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อ Elizabeth Swann โดยที่ไม่เฉลียวใจเลยหรอว่า จะโดนหลอกเอา มีคุณธรรมมากไปไหมพี่? จะว่าไปแล้วนั้นทั้ง Will Turner และ Elizabeth Swann ทั้งคู่นี้กำลังอินเลิฟจนทำให้กลายเป็นคนโง่เองที่โดนหลอก หรือ Jack Sparrowนั้นหลักแหลมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รวมถึง ฉลาดและร้ายกาจเกินมนุษย์ทั่วไปกันแน่? ลองคิดกันดูซิครับ 

จุดสังเกตของคนขี้สงสัย: จากที่ผมได้ชมมา มีบางจุดที่น่าเอามาคิดนะครับ ว่าอาจเชื่อมต่อไปถึงภาค 3 ตอน Pirates of the Caribbean: At World's End มีอะไรบ้าง ก็มาอ่านกันดูครับ แต่ขอย้ำนะครับ ว่าผมอนุมานเอาเองจากเหตุการณ์ที่ได้เห็นมาในภาพยนตร์
- ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ขณะที่เธอกำลังเล่าเรื่องราวความหลังของ Davy Jones ฉากนั้น Jack หยิบอะไรไม่รู้เข้ากระเป๋าของตัวเอง (และมันอาจจะเป็นสิ่งที่ Elizabeth ต้องการเป็นที่สุดก็เป็นได้)
-ที่หลังมือของ Jack Sparrow มีเครื่องหมายถูกเหล็กร้อนจี้เป็นแผลเป็นคล้ายรูปตัว P ซึ่งน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับ Lord Cutler Beckett อย่างแน่นอน
-ที่หน้าเปียโนของ Davy Jones มีหีบเพลงรูปหัวใจอยู่ และมีรูปเดียวกันบนหีบสมบัติที่ใส่ของสำคัญของเขาเอาไว้ และมีรูปนั้นก็เหมือนจะมีอยู่ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ???? หรือว่าความจริงแล้วเธออาจจะเป็น......????
- สุดท้ายตอนจบของเครดิทมีฉากขำ ๆ ให้ได้ดูกันด้วยนะครับ หากใครไม่รีบจะอยู่นั่งดูต่ออีกซักพัก ก็ได้ถ้ารักกันจริง 


 
สรุป: Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest ถือเป็นหนังภาคต่ออีกเรื่องที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ชมมา และตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เข้าอย่างเต็มเปา จนแทบจะรอภาคต่อไม่ไหว และอยากให้ทุกคนได้รับอรรถรสอันวิเศษนี้ด้วยกันนะครับ อ่านจบแล้วจะรีรออะไร รีบไปชมกันเลยดีกว่าครับ

 

ป.ล. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนแนะนำให้หาชมให้ครบนะครับ เพื่ออรรถรสที่เต็มที่ในการรับชมภาค 3 ที่จะตามใน ซัมเมอร์ปีหน้า



ความชอบ: 5 เต็ม
เกรด: A-