แฟ้มประวัติDarth เวเฟอร์รูปถ่ายบล็อกรายการเพิ่มเติม ![]() | วิธีใช้ |
|
19 พฤศจิกายน ขุดหนังเก่า มาแนะนำ : The Shawshank Redemption
ขุดหนังเก่า มาแนะนำ : The Shawshank Redemption (1994)
ตั้งแต่ผมชมภาพยนตร์มาในชีวิต มันมีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องครับ ที่ทำให้ผมรู้แบบนี้ได้ รู้สึกมีพลัง รู้สึกมีค่า รู้สึกว่าชีวิตยังนี้ยังต้องต่อสู้และพยายามกันต่อไปอีกมาก หนังที่ผมนำมาแนะนำในวันนี้เป็นหนังปี 1994 เรื่อง The Shawshank Redemption ที่จะทำให้คุณได้รับอารมณ์ดังกล่าว อย่างซาบซึ้ง เป็นหนังที่มีความละเมียดละไม เข้าถึงอารมณ์อย่างรุนแรง หนังเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และทารุณ ทำให้คุณหวาดกลัวอย่างสุดใจ แต่ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นสิ่งที่จุดประกายไฟในใจคุณให้ต่อสู้มันอย่างไม่รู้จบก็เป็นได้..... นำเรื่อง: ดูเฟรน นายธนาคารวันหนุ่มถูกศาลสั่งให้จำคุกตลอดสองช่วงอายุขัย ในฐานความผิดตั้งใจฆ่าถึงสองคน ซึ้งนั้นก็คือภรรยาของเขาเองและเธอถูกฆ่าในขณะที่กับลังประกอบกิจกรรมทางเพศกับชายผู้อื่น บอกแค่นี้ก็คงไม่ต้องให้อธิบายแล้วว่า ทำไม เมื่อดูเฟรนเข้ามายังคุกที่ชื่อว่า Shawshank เขาต้องพบกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทารุณ สังคมที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามศรีวิลัย สังคมที่ถูกกีดกันจากโลกภายนอก สังคมที่ไม่มีใครต้องการ ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอันแสนลำเค็ญเป็นการชำระกับสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้ทำลงไป แต่หากคุณถามคนที่คุก Shawshank ว่าพวกเขาทำอะไรผิดมาถึงต้องมาติดคุก? ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมบริสุทธ์ หรือไม่ก็ ทนายมันห่วย จะจริงหรือไม่จริงก็คงไม่สำคัญหรอกเพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่ มันก็เป็นแค่ประโยคที่พวกเขาใช้พูดเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นเอง. . . . .
ดูเฟรน เป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เขาใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเอ่ยปากคุยกับเพื่อนซักสองสามคำ และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดำมีอายุ ที่ดูจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แล้ว และเรดผู้นี้ก็กลายเป็นคนที่ ดูเฟรน จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
เรด คนที่มีอารมณ์เย็น มีหัวคิด เขาอยู่ที่นี้มานาน เขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อย ที่จะลักลอบทำอะไรได้นิดหน่อย นั้นคือนำของจากภายนอกเข้ามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ และสิ่งที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ ค้อนแกะสลัก เนื่องจากดูเฟรนเป็นคนที่ชอบการแกะสลัก เขาใช้เวลาว่างส่วนมากหมดไปกับค้อนอันเล็กที่ได้มาและหินที่เขาจะหาได้ ทั้งไกลและใกล้ตัว......
ชีวิตดูเฟรน ที่นี้ได้เจอกับผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นมิตร และเป็นศัตรู คุณจะได้เห็นถึง มิตรภาพระหว่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิต คนที่ใช้ชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอความตาย ผ่านการเล่าอันสมจริง และสะเทือนอารมณ์ผู้ชมโดนตรง
19 ตุลาคม ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 5ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 5
เคยไหมครับที่ดูหนังแล้วไม่เข้าใจ? เคยไหมครับที่ดูหนังจบแล้วงงกับเนื้อเรื่อง? งงว่าหนังเรื่องนี้มันอะไรกันแน่ เป็นไปเป็นมายังไง? ต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู? ผมเองผ่านหนังมามากมาย และมีไม่น้อยที่ทำให้เราสับสนไม่เข้าใจ งงเป็นไก่ตาแตกเช่นกันครับ แล้ววันนี้ก็มาถึงที่ผมได้จันอันดับ 5 หนังที่สุดแห่งความเข้าใจยาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามที่ทำให้มันเข้าใจยากผมจะอธิบายทีละขั้นละตอนอย่างเมามันส์กันไปเลย ก่อนจะอ่านอยากให้ทราบกันถ้วนหน้าตรงกันก่อนนะครับ ว่านี้เป็นงานชิ้นแรกของผมที่ไม่ได้เป็นงานวิจารณ์ ไม่ได้มาเขียนตำหนิถึงข้อดีข้อเสียของหนังเรื่องนั้นๆ แต่เป็นการเล่าและอธิบายถึงเนื้อเรื่องอย่างละเอียดว่าเรื่องราวมีอะไรอะไรบ้าง มีสิ่งไหนที่ผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ จงใจสืออกมาถึงคนดู และการเล่าทั้งหมดนั้นมาจากความคิดความอ่านความเข้าใจของผมแต่เพียงผู้เดียว หากมีการผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ***ที่สำคัญสุดๆคือ การอธิบายถึงเนื้อเรื่องทั้งหมดนี้จะร่วมไปถึงการเฉลยทุกอย่างในภาพยนตร์ เพื่อสำหรับผู้เคยชมมาแล้วแต่ยังไม่เข้าใจในเนื้อเรื่องจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ตามที่ผมเข้าใจ สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยชมภายนตร์ในกระทู้นี้ขอแนะนำให้รีบปิดสเปซให้เร็วที่สุด อย่ามองตัวหนังสือแม้แต่ตัวเดียวหากท่านอ่านไปแม้เพียงหนึ่งบรรทัดอาจทำให้เสียอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนั้นอย่างมากในภายหลังได้ ขอบคุณครับ*** จากการจัดอันดับหนังที่ผมได้ชมมาทั้งหมด แล้วเลือกเฟ้นมาเพียง 5 เรื่องที่ยากที่สุดในการเข้าใจ มาพบกับอันดับที่ 5 กันเลยครับนั้นคือเรื่อง Identity (2003)
กล่าวนำกันก่อน: Identity เป็นหนังแนวกระตุกขวัญ-ฆาตกรต่อเนื่อง ที่พบได้ทั่วไปตามท้องตลาดบ้านเรา ผู้คนแปลกหน้าตายกันทีละคนๆ จนคนในเรื่องเหลือน้อยลงไปทุกที จนมาถึงบทส่งท้ายก็จะมีการหักมุมว่าแท้จริงแล้วใครคือฆาตกร หนังแนวนี้ถูกนำมาเล่านับครั้งไม่ถ้วนจนขาดความคลาสสิค ความน่าสนใจไปตามกาลเวลา แต่ทว่า หนังเรื่อง Identity ซึ่งเป็นแนวที่ได้กล่าวมานั้น มีการนำเสนอเนื้อเรื่องที่แปลก แหวกแนว คาดไม่ถึง จนสามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาหนีห่างจากหนังฆาตกรโง่ ๆ ทั่วไปได้อย่างดีเยี่ยม ถึงจะไม่ได้เป็นหนังเรื่องโปรดของหลาย ๆ คนที่เคยชมกันไปแต่ หนังเรื่องนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผู้ที่สร้างออกมาได้แบบนี้ นั้นต้องอัจฉริยะ จริงๆ ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเข้าใจยาก: จากการชมค่อนแรกของภาพยนตร์คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ในการติดตามเนื้อเรื่อง แต่เมื่อถึงจุดหักมุมนี้ซิ มันคาดไม่ถึงจนเล่นเอาซะงงกันจนตาถลนเลยทีเดียว ก็เพราะหนังเรื่องนี้จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหนังที่มีการหักมุมสุดขั้ว มีเหตุการณ์ที่คนไม่มีทางเดาถูก มีเนื้อเรื่องที่อยู่เหนือการคาดเดา มันถือเป็นสิ่งที่ไม่มีการเตรียมการณ์มาก่อนว่าจะได้รับชมจากหนังประเภทแบบนี้ จึงอาจเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่คนดูตามไม่ทัน ตั้งตัวไม่ทันกับการหันเหเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันเช่นนั้น แต่สำหรับนักดูนักทั้งหลายแล้วนั้น นี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาโปรดปราน “ความไม่ซ้ำซาก” เข้าสู่เนื้อเรื่องแห่งความเครียด: เหตุการณ์เริ่มขึ้นที่โมเทล แห่งหนึ่งที่เกิดฝายุฝนอย่างหนักจนเป็นเหตุสุดบังเอิญ (ขอเน้นว่า สุดบังเอิญ) ให้คนแปลกหน้าทั้ง 11 คนต้องมาติดแหงกอยู่ที่โมเทลหลังดังกล่าว 11 คนที่ว่านั้นไม่ใช่พวกวัยรุ่นงี่เง่า ปากดีนะ หนังเลือกที่จะใช้คาแรคเตอร์ ที่แตกต่างและไม่จำเจอย่างเห็นได้ชัดจนดูเหมือนจะเป็นเหตุบังเอิญซะจริงๆ ไล่ไปตั้งแต่
จอร์จ คุณพ่อที่ดูโง่ๆ เบลอๆ อาจถึงขั้นน่ารำคาญ
คุณแม่อลิซ ผู้เรียบร้อย
คุณลูกทิโมธี่ ใบหน้าใสซื่อ โนเนะ
ปารีส โสเภณี ผู้ผกเงินสดเต็มกระเป๋าหลายแสน
แคโรไลน์ ดารานิสัยเสีย
เอ็ดเวิร์ด คนขับดารา คุณธรรมสูงส่ง
แลร์รี่ เจ้าของโมเทล ผู้ซ่อนความลับ
โรดส์ ตำรวจหน้าโหดที่กำลังขนย้านนักโทษหน้าเหี่ยม
ลูและ จินนี่ คู่รักเพิ่งแต่งงานข้าวใหม่ปลามัน แต่ดูไม่ค่อยรักกันเท่าไหร่เลย.... เหตุการณ์เข้มข้นและน่ากลัวตั้งแต่นาทีแรกเมื่อ อลิซถูกรถชนอาการบาดเจ็บสาหัส และก็ไม่สามารถนำตัวเธอไปส่งโรงพยาบาลได้ด้วย ก็เพราะพายุฝนที่กำลังตกหนักนั้นแหละ เธอจึงได้แต่นอนรอฝนหยุดอย่างร่อแล่ ทุกคนที่ติดอยู่นั้นก็มีปัญหาของแต่ละคนซึ่งนั้นก็ทำให้พวกเขาเครียดกันพอแล้ว แต่นั้นยังไม่สะใจคนดูหรอก เพราะสิ่งที่พวกคุณรอคอยคือนั่งดูคนเหล่านี้ตายกันอย่างสยดสยองไปทีละรายใช่ไหมล่ะ? ทีนี้ซิพวกคนที่เหลือจะทวีความเครียดกันทันควันเลย คำถามต่อไปไม่ใช่ว่าใครตายก่อนตายหลังหรอก แต่คนดูส่วนมากเริ่มทายกันตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่าใครคือฆาตกร (ทายกันไปเถอะไม่ถูกหรอก อิอิ)
ศพแรกก็ ตลึงซะแล้ว เมื่อ เอ็ดพบหัวแคโรไลน์ ในเครื่องซักผ้า!! และสิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ กุญแจเบอร์10 ตกอยู่ในเครื่องซักผ้าอย่างไร้เหตุผล... ผู้คนที่เหลือต่างขวัญหนีดีฟ่อ เมื่อมีการตายเกิดขึ้น แล้วไอตัวนักโทษที่ถูกขนย้ายมาก็หายตัวไปทันทีเหมือนจงใจ! จึงตกเป็นหน้าที่ของหนุ่ม ๆ ที่ต้องออกทำหน้าที่ลูกผู้ชายส่วนสาว ๆ และเด็ก ๆ ก็เป็นตัวถ่วงของเรื่องกันต่อไป โดยเฉพาะจินนี่ เธอหวาดกลัวจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่ และมีปากเสียงกับสามีของเธอจนมีการทะเลาะกันยกใหญ่และหนีอารมณ์โทสะของสามีเธอเข้าไปอยู่ในห้องน้ำและตะโกนว่าจะไม่ออกมาจนกว่าสามีเธอจะใจเย็น.... แต่เธอก็พลาดซะแล้วที่ขังตัวเองไปแบบนั้นเพราะ....
เพราะเมื่อเธอออกมา สามีเธอก็ถูกแทงจนพรุนซะแล้ว พร้อมกำกุญแจหมายเลข9 ไว้ในมือ!! เอ็ดเวิร์ดและโรดส์ เร่งตามตัวจับนักโทษที่เพิ่งหนีไปจนได้ตัวและมัดไว้ในห้องเก็บของของแลร์รี่แล้วสั่งให้เขาฝ้านักโทษคนนี้ไว้ แต่แลร์รี่ดูลนลานและหวาดกลัวไม่อยากอยู่กับนักโทษนี่สองต่อสองและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เก็บเค้าไว้ในห้องนี้ ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ เมื่อเอ็ดเวิรืดกลับมาอีกครั้ง นักโทษคนดังกล่าวก็ตกอยู่ในสภาพนี้ซะแล้ว
ไม้เบสบอลคาปากเลย อู้ย สยิว พร้อมกุญแจเบอร์8 อยู่ข้างเก้าอี้อย่างเรียบร้อย หักมุมที่หนึ่ง แลร์รี่เจ้าของโรงแรมหรือนี่คือคนฆ่า??: แลร์รี่ มีอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำเขาไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น แต่ทันใดนั้นเองกระเป๋าตังค์ของแคโรไลน์ ก็หล่นออกมาจากตัวเขา เขาขโมยของเธอมา!! ไม่มีใครเชื่อแลร์รี่อีกต่อไปแล้ว เขาคว้ามีดขึ้นมาแล้วจอที่คอปารีส เป็นตัวประกัน!!
เธอขัดขืนต่อสู้ ตีศอกเขาแล้วดันไปข้างหลังห้องเก็บของ ด้วยเหตุบังเอิญ เธอคว้าไปโดนที่เปิดตู้เย็นและเปิดมันออกจนได้พบว่ามีอยู่อีกหนึ่งศพในตู้เย็นของแลร์รี่!!!
ศพนี้ถูกแช่มาเป็นเดือนแล้ว ตอนนี้หลักฐานทุกอย่างแน่ชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบอะไรต่อไปแล้ว แลร์รี่คือฆาตกรอย่างแน่นอน แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงกับศพแช่แข็ง แลร์รี่ก็ฉวยโอกาสหายแว่บไปซะเรียบร้อย เขาไปขึ้นรถเพื่อเตรียมจะหนีอย่างไม่รีรอ ด้วยความรีบเร่ง รถของเขาเกือบชนทิโมธี่ที่ออกมายืนไม่รู้อิโห่อิเหน่ จอร์จเห็นพอดีจึงวิ่งเข้าไปช่วงลูกชาย แต่แลร์รี่หักหลบแล้วขับชนจอร์จอัดเข้ากับกำแพงอย่างจัง!!
จอร์กลายเป็นอีกศพที่ถูกฆ่าต่อหน้าทุกคน อย่างสะพรึงกลัว ส่วนแลร์รี่ก็คงจะหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว เขาถูกจับมัดไว้กับเก้าอี้ จากนั้นแลร์รี่จึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด! ว่าความจริงแล้ว..... เมื่อประมาณเดือนก่อนแลร์รี่เล่นการพนันจนหมดตัว ขับรถมาที่โมเทลแห่งนี้ พบศพของเจ้าของโมเทลตายอยู่นอนหน้าคว่ำจานพาย แลร์รี่เห็นว่าไม่มีใครอยู่เลยยึดโมเทลหลังนี้เป็นของตัวเองซะเลยด้วยความที่ว่าตัวเองก็ถังแตกอยู่ ส่วนศพเจ้าของร้านชื่อว่าแลร์รี่นั้น(ชื่อแลร์รี่เหมือนกันทั้งสองคนเลยบังเอิญดีไหม) เขาจึงเอาไปแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อรอญาติหรือใครมารับตัวไป จากวันนั้นเมื่อมีคนมาพักที่โมเทลแลร์รี่ก็ทำตัวเป็นเจ้าของโมเทลคนใหม่ซะเลย ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีใครมารับศพที่ว่า แลร์รี่จึงทำเนียนและตั้งใจจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกเลย ถึงแม้ทั้งหมดจะฟังดูเหมือนเป็นเพียงแค่คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่หากมันเป็นเรื่องจริงล่ะ หากทุกอย่างที่เขาบอกเป็นนั้นเรื่องจริง หากแลร์รี่ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วใครล่ะที่เป็นฆาตกรในค่ำคืนนี้???
ขณะที่ทุกคนกำลังฟังเรื่องของแลร์รี่ นั้นเรื่องเศร้าอีกเรื่องได้บังเกิดเมื่ออลิซ (แม่ของทิโมธี่ที่ถูกรถชน) นอนสิ้นลมหายใจอยู่ในห้องข้าง ๆ อย่างสงบ... (หรือปล่าว) พร้อมกุญแจเบอร์ 6 วางอยู่ข้าง ๆ อย่างจงใจ (อีกครั้ง) ชวนคนฉลาดมาคิด: หากฆาตกรจงใจ ให้มีกุญแจอยู่ที่ศพไล่ลำดับมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เบอร์ 10 ไปจนถึงเบอร์ 1 ล่ะก็ แคโรไลน์หมายเลข10 ลูหมายเลข9 นักโทษหมายเลข8 อลิซได้หมายเลข6?!? แล้วหมายเลข7 ไปไหน ? ศพของจอร์จไง ที่ถูกแลร์รี่ขับชนด้วยอุบัติเหตุ ในกระเป๋ามีกุญแจหมายเลข7 อยู่ในนั้น!!! หมายความว่า ฆาตกรลำดับมาแล้วหรอว่าใครจะตายก่อนตายหลัง ฆาตกรรู้ได้อย่างไร ว่าจอร์จจะวิ่งเข้าไปขวางรถเพื่อช่วยทิโมธี่ จนถูกชนซะเอง แล้วฆาตกรรู้ได้อย่างไรว่า อลิซจะสิ้นใจตายเป็นศพต่อมา ทั้ง 2 ต่างตายด้วยอุบัติเหตุจริงๆ แต่เหตุใดหนอกุญแกจึงไปอยู่ที่ศพแล้วเรียงตัวเลขอย่างจงใจ เว้นแต่จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเท่านั้นแหละ!!! เมื่อเอ็ดเห็นว่ามันชักจะไม่ธรรมดาแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่ฆาตกรทั่วไปแน่ๆ เขาจึงให้ปารีสและจินนี่ พาทิมโมธี่ขับรถหนีไป ไปให้ไกลที่สุดไปจากที่นี่ แต่ทันทีที่จินนี่และทิมโมธี่ขึ้นรถมันก็.....
ระเบิดทันทีจนไม่เหลือแม้แต่ซากศพ เรื่องคงจะไม่สามารถแปลกไปได้มากกว่านี้เมื่อศพของทุกคนหายไปหมดไม่เพียงแต่เฉพาะศพของจินนี่และทิมโทธี่ ศพของทุกๆคนก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว! ทั้งศพเสื้อผ้าและแม้กระทั้งคราบเลือด ไม่มีเหลือไว้แม้แต่นิดเดียว เหมือนพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อนอย่างนั้น!! ทั้ง 4 คนที่เหลือรอด ปารีส เอ็ดเวิร์ด แลร์รี่ และโรดส์เริ่มรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาเข้าไปทุกทีจนได้คุยกันไปมาและพบว่าพวกเขาทั้ง 11 คนที่ได้มาเจอกันในค่ำคืนนี้มีบางอย่างที่สัมพันธ์กัน อย่างคาดไม่ถึง พวกเขาทุกคนเกิดวันวันเดียวกัน!!! วันที่ 10 พฤษภาคม....... เอ็ดเวิร์ด เริ่มตระหนังถึงความจริงและสาเหตุที่พวกเขาต้องมาอยู่ที่นี้ เอ็ดเวิร์ดคิดอะไรได้หลายอย่าง ไม่เพียงแต่พวกเขาทั้ง 11 คนนั้นจะมีเกิดวันเดียวกัน ชื่อนามสกุลพวกเขาทุกคนยังคล้ายกับชื่อรัฐและประเทศเหมือนกันหมดทุกคน!!! จอร์จ-อลิซ-ทิโมธี่ ยอร์ค / แคโรไลน์ ซูซาน / จินนี่-ลู อินเซียน่า / แลร์รี่ วอชิงตัน / ปารีส แนวาด้า / โรดส์ โรดส์ไอส์แลนด์ / เอ็ด ดาโกต้า เมื่อเอ็ดเวิร์ดคิดย้อนไปมาและตระหนักถึงความจริงทั้งหมด เขาก็วูบดับเหมือนจะหมดสติแต่ก็ไม่ใช่ เขาได้ยินเสียงคนๆ หนึ่งคุยกับเขา เขาลืมตามาอีกทีพบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่โมเทลหลังเดิมอีกแล้ว เขามาอยู่อีกที่หนึ่งที่ซึ่งมีคนหน้าแปลก 5 คนนั่งล้อมวง จ้องมองดูเขา แล้วถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อเอ็ดเวิร์ดเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดกลับไม่มีอยากจะฟังเขาเท่าไหร่ เอ็ดเวิร์ดจะต้องรู้ว่าเขาไม่ได้มาที่นี้เพื่อเล่า แต่เอ็ดเวิร์ดจะต้องมาที่นี้เพื่อฟัง มาฟังความจริงทั้งหมด มาฟังสาเหตุที่แท้จริงของค่ำคืนนี้ หักมุมที่สอง ครั้งสำคัญจุดแปรผันของเนื้อเรื่อง: ดอกเตอร์ผู้ชายที่นั่งมองหน้าเอ็ดเวิร์ดเล่าให้ฟังว่ามีผู้ชายชื่อ มัลคอล์ม ริเวิอร์ส เป็นคนที่มีปัญหาตั้งแต่เด็ก จิตใจบอกช้ำเหลือหลายจนกลายเป็นโรคหลายบุคลิก คือโรคที่คิดว่าตัวเองมีหลายร่าง แตกต่างกันไป (ยกตัวอย่างเรื่อง psycho ที่เป็น 2 บุคลิกนั้นก็โรคเดียวกัน) มัคคอล์ม เป็นคนที่มีบุคลิกมากมายในหัวสมอง ทั้งดีและเลวแตกต่างกันไป นั้นก็ฟังดูแปลกมากแล้ว แต่ที่แปลกกว่ายังมี คือ เอ็ดเวิร์ด และทุกคนที่เขาเจอในค่ำคืนนี้ ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในบุคลิคของมัลคอล์ม ริเวิร์ส !!! ทุกคนถึงได้มีวันเกิดวันเดียวกัน วันที่ 10 พฤษภาคา ทุกคนถึงได้มีชื่อที่สัมพันธ์กัน ทุกคนเป็นเพียงบุคลิกที่เกิดมาจากคนคนเดียวกัน อยู่ในหัวของมัลคอล์มเพียงคนเดียว!!!
ใบหน้าขอมมัลคอล์ม รีเวิอร์ส
โรดส์ไม่ได้เป็นตำรวจแต่อย่างใด เขาก็เป็นนักโทษอีกคนนั้นเอง ทั้ง 2 เป็นเพื่อนกัน ที่ได้ฆ่าตำรวจแล้วหนีมา ฉะนั้นเห็นดังนี้แล้ว โรดส์คือบุคลิกที่เป็นฆาตกร....
ศพตำรวจที่เขาฆ่ามายังถูกซุกอยู่หลังรถอยู่เลย...
ปารีสได้รู้เข้าจึงกลัวจัดและรีบไปบอกความจริงแก่แลร์รี่ แต่เธอพบกับโรดส์ซะก่อน จึงเกิดการต่อสู้กัน แล้ว แลร์รี่ถูกโรดส์ยิงตายจังๆ เอ็ดเวิร์ดเข้ามาหาปารีสเขาไม่ได้เล่าอะไรได้เล่า ”ความจริง” ให้ปารีสฟังแต่อย่างใด เพียงแต่บอกให้เธออยู่ห่าง ๆ เอาไว้จากนั้นเอ็ดเวิร์ด ตรงไปหาโรดส์แล้วเปิดฉากแลกกระสุนกันทันที เอ็ดเวิร์ดจงใจไม่หลบกระสุนแต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่าเขาเองสมความที่จะตายไปพร้อมกับฆาตกร ให้ปารีสนั้นรอดชีวิตไป ให้เธอเป็นบุคลิกเดียวที่เหลือดรอด และทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสงบไม่มีบุคลิกใดเป็นฆาตกรอีกต่อไป...
เมื่อเอ็ดเวิร์ดและโร๊ดส์ตายไป ก็จะเหลือเพียงบุคลิกปารีสเพียงคนเดียวในหัวของมัลคอล์ม รีเวอร์ส เรื่องราวจบลงด้วยความสงบสุข ฆาตกรถูกฆ่าตาย บุคลิกที่เป็นคนดีเหลือรอดเพียงบุคลิกเดียว มัลคอล์ม รีเวิร์ส ก็ไม่ถูกประหารชีวิต เขาถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลโรงประสาทของรัฐ ปารีสใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขเหมือนเคยในหัวของมัลคอล์ม เธอไปซื้อไร่ส้ม ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่มีเรื่องใดให้กังวลใจอีกแล้ว จนกระทั้งวันหนึ่งเมื่อเธอกำลังพรวนดินในสวนของเธอเธอพบกับ กุญแจหมายเลข 1..... นั้นอาจหมาความว่าการฆ่ายังไม่จบสิ้น..... เพราะ...
หักมุมสุดท้ายที่สุดของความเหนือการคาดเดา: ฆาตกรตัวจริงปรากฏกายอยู่เบื้อหน้าเธอง้างอาวุธเตรียมที่จะฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยมเขาคือ
ทิโมธี่ นั้นเอง!!!!!!!!!!!!!!!! ทิโมธี่ เป็นคนถือมีดไปฆ่าแคโรไลน์และ ลูในคืนนั้น ทิโมธี่ จงใจเดินไปให้รถตัดหน้า เพื่อให้รถมาชนจอร์จ ทิโมธี่เป็นคนเอาไม้เบสบอลไปยัดคอนักโทษ ทิโมธี่เป็นคนอุดปากและจมูกอลิซให้ตายคามือเขาเอง ทิโทธี่เป็นอีกหนึ่งบุคลิกที่เหลือรอด ทิโมธี่คือบุคลิกที่เป็นฆาตกร!!!!! จากนั้น มัลคอล์ม ริเวิอร์ส ก็จะเหลือบุคลิกเดียวในร่างกาย นิสัยเดียวในสมอง ฆาตกรทิโมธี่.......... และสุดท้ายอยากบอกว่าหักมุมได้ถูกใจเวเฟอร์ซะจริง ๆ เป็นไงครับ หวังว่างานชิ้นนี้คงช่วยแก้ปัญหาที่คาใจผู้ที่เคยชมเรื่องนี้ไปแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณครับที่ติดตามผลงานมาอย่างสม่ำเสมอ แล้วพบกับอันดับที่ 4 เร็ว ๆ นี้แน่นอนครับ 26 สิงหาคม 5 ที่สุดของการแปลงโฉมแห่งโลกภาพยนตร์ในโลกของภาพยนตร์ การหานักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งแล้ว แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการแปลงโฉมนักแสดงให้เหมาะกับบทบาทที่เขาเหล่านั้นได้รับ เพราะ นอกจากต้องใช้การแสดงจากตัวนักแสดงแล้ว ก็ยังจะต้องใช้เมคอัฟ เอฟเฟ็ค ลงทุน ลงแรง สารพัด ที่จะเปลี่ยนคน ๆ หนึ่งไปสู่อีกตัวละครโดนสิ้นเชิง บวกผสมผสานเข้ากับการแสดงของนักแสดงอันดีเยี่ยมแล้วนั้น ผลที่ได้ย่อมส่งผลให้กับตัวหนังให้มีมิติ และความสนุกขึ้นมามากมายทีเดียว และตรงนี้ผมยกตัวอย่าง 5 การแปลงโฉมในโลกภาพยนตร์ที่เป็นที่จดจำที่สุดของผมมาให้ได้ชมกันครับ
5. อ้วน ได้ ผอม ได้ อ้วน ได้ ผอม ได้
Renee Zellweger ในบท Bridget Jones จากเรื่อง Bridget Jones's Diary (2001) จากสาวรูปงามเอวบางร่างน้อยอย่างที่ในรูป Renee Zellweger ต้องพลิกผันตัวเองไปเป็นสาวอ้วน อวบอิ่ม วิ่งตามหารักแท้ ที่แสนเฉิ่ม ทุรักทุเล และน่าเห็นใจเป็นที่สุด สิ่งที่คนดูต้องเทคะแนนให้หมดน่าตักคือ เธอจัดการการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง ทั้งกินอาหาร เค้ก ช๊อคโกแลท สารพัดอาหารที่กินแล้วจะทำให้เธอ อ้วนฉุ ทันเวลาเปิดกล้อง!! โดยทีมผู้สร้างนอกจากจะจ่ายค่าตัวเธออย่างสมน้ำสมเนื้อแล้ว ยังจ่ายเป็นพิเศษให้เธอคิดตามจำนวนน้ำหนักที่เธอสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย!!! แต่ที่มันสุด ๆ จริง เธอหลังจากปิดกล้องไม่นานเธอก็กลับมาผอมพลิ้วร่างบางได้อย่างมีเวทมนต์ และกลับมาอ้วนได้อีกครั้งในการถ่ายทำ Bridget Jones's Diary ภาคที่ 2 ประดุจร่างกายเธอมีจุกลมสั่งได้ จะเป่าลมปล่อยลมยังกับห่วงยางบางแสนก็ไม่ปาน เพราะหลังจากปิดกล้องหนัง ภาค 2 ไม่นาน เธอก็กลับมาผอมเพรียวและสวยงามในแบบเดิมของเธออีกครั้ง !!!
4. จากเจ้าชายไปสู่จอมมาร
หนุ่มนักแสดงมาแรงแห่งยุดที่ได้ใจสาว ๆ ค่อนโลกไปครอง Gael Garcia Berna ด้วยใบหน้าอันมีเสน่ห์และการแสดงที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นบทหนุ่มน้อยฟันไม่เลือก ฟันสาว ฟันแฟนเพื่อน ฟันแม่เพื่อน ฟันแม่งกระทั้งเพื่อน!!! ในเรื่อง Y tu Mama Tambien มาสู่การรับบท เป็นกระเทยสาวผู้มีชีวิตอับยศ อดสู่ และลำบากเป็นอย่างที่สุดโดยมีความหวังจะ แก้แค้นกับคนที่ทำกับเขาไว้ในวัยเด็กจนเติบโตมาและมีสภาพที่แสนลำบาก แต่..... เรือง Bad Education มีการเล่าที่สลับ ซ้ำซ้อน และซ่อนเงือนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ในการชมรอบเดียว บางคนที่ดูรอบแรกแล้วคิดว่าเข้าใจหมด ส่วนมากคือพวกเขาไม่เข้าใจเลยต่างหากว่าผู้กำกับต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู
ตัวละคร Mystique ที่มีร่างกายเป็นเกล็ดสีน้ำเงิน ตั้งแต่กลางกระบาล ไปสู่ปลายเล็บ เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่า นั้นแต่งเอาหรือใส่ชุดหนังสวม หรือเธอเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะมันช่างสมจริงซะเหลือเกิน ซึ่งต้องชมทีมงานแต่งหน้า ที่ลงทุนเสียเวลาวันละหลายชั่วโมงประดิฐประดอยแต่งตัว โฉมงาม Rebecca Romijn ให้กลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์สุดเซ็กซี่และขนลุกดังกล่าว และมันก็น่าทึ่งและแปลกใจเป็นที่สุดในการแปลงโฉมนี้ เพราะเป็นที่ถกเถียงกันในตอนแรกว่า นักแสดงแก้ผ้าหมดเลยหรือปล่าวนั้น ทำไมถึงได้แต่งออกมา แนบเนียนขนาดนั้น ตอนแรกผมเองยังอดสงสัยไม่ได้ ว่านักแสดงคนไหนเล่าจะลงทุนขนาดนั้น แต่คำบอกเล่าจะปากของเธอเองบอกว่า เธอใสบีกินนี่อยู่ และทีมงานกว่า 20 คนก็รุมล้อมเธอร่วมสิบกว่าชั่วโมง เนรมิตตัวเธออย่างละเอียดยิบ วางเกล็ดต่อเกล็ด เพนท์สีตามร่างกายทุกระเบียดนิ้ว ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ธรรมดาไว้บนเรือนร่างอันงดงามของเธอเลย และผลที่ได้ออกมาก็คือ อีก 1 ตัวละครที่ได้ใจผู้ชมไปอย่างมากที่สุดตัวหนึ่งตลอดกาล ... Mystique นั้นเอง.... 23 กรกฎาคม Lady in the Water นิทานก่อนนอนของ M.Night Shyamalanคำวิจารณ์ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของผู้วิจารณ์ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติเป็นอันขาด
![]() บทวิจารณ์นี้ไม่มีการบอกถึงเนื้อเรื่องในภาพยตร์นะครับ คุณสามารถอ่านตั้งแต่ต้นยันจบได้อย่างสบายใจ
นำเรื่อง: หนังตามแบบฉบับของ M.Night เจ้าพ่อแห่งการทำหนังหักมุมและกระตุกขวัญ ที่สำคัญคือการหลอกล่อคนดู ให้หลงติดกับไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร เข้าใจใช้ " ความอยากรู้ " ของคนดูเป็นตัวล่อให้หนังดำเนินเนื้อเรื่องไปอย่างน่าติดตาม โดยครั้งนี้กับเรื่อง Lady in the Water ยังคงรักษาความเป็น M.Night ได้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้จะลดการเซอร์ไพรซ์คนดูไปเยอะ แต่ที่มีเพิ่มเข้ามาคือความอบอุ่น ความเชื่อ การช่วยเหลือ และความดีงาม ที่เราทุกคนเคยได้รับการกล่อมเกลามาจากนินทานก่อนนอนสมัยวัยเด็ก และมันแทบจะไม่เหลืออยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คนแล้วทุกวันนี้...
![]() ข้อดีข้อเด่น: M.Night ยังคงรักษาฝีมือในการทำให้คนดูสะดุ้งตกใจ กรี๊ดออกมาเลยก็มี โดยที่ผู้กำกับคนนี้เค้าเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่ที่ปริมาณ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงนิสัยการทำหนังของเขาอย่างเด่นชัด ประมาณว่าหากมีเยอะเกินไปจะทำให้ลดค่าในตัวของมันไป
และเอกลักษณ์อีกอย่างที่ผมชื่นชอบคือการเล่าเรื่องที่เหนือการคาดเดาของคนดูได้เสมอ ถึงแม้ในเรื่อง Lady in the Water นี้ จะไม่ถึงขั้นว่าเป็นหนังหักมุม แต่มันก็มีเนื้อเรื่องที่คนดูไม่มีทางเดาออกอย่างแน่นอนว่าจะดำเนินไปทางใด หรือตัวละครใดจะมีความสำคัญขึ้นมา คุณจะต้องดูอย่างตั้งใจและจับจุดของบทสนทนาในแต่ละฉาก เพราะฉากที่คุยกันพร่ำเพื่อทั้งหลายนั้น อาจซ่อนอะไรเอาไว้แบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และแน่นอนว่ามันจะอยู่เหนือการคาดเดาของคุณ
อีกอย่างที่น่าชมเป็นอย่างยิ่งคือการที่เค้าสามารถนำนินทานโบราณมาเล่า และผสมผสานในรูปแบบของตัวเองได้อย่างลงตัว และน่าเชื่อถืออย่างประหลาด อาจเป็นเพราะการแสดงที่ดูจริงใจใสซื่อของ Bryce Dallas Howard ผู้รับบทผู้หญิงในสายน้ำ หรือ Story ด้วยกระมั้ง เพราะเธอถือว่าเล่นได้ดีทั้งจาก The Village และเรื่องนี้ เหมือนเราเชื่อว่า เธอมาจากสายน้ำจริง ๆ เธอใส่ซื่ออย่างมีเสนห์และมุ่งมั่น อย่างจริงใจเป็นที่สุด
![]() อีกทั้งการแสดงของนักแสดงท่านอื่น ๆ Paul Giamatti นั้นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างพอใจ ไม่เสียชื่อที่เคยอยู่ในหนังดี ๆ และที่น่าชมจากใจจริงอีกก็คือตัวประกอบของทั้งเรื่องที่แสดงได้เป็นธรรมชาติดี จะว่าไปแล้วไม่จำเป็นต้องแสดงให้ลึกซึ้งอะไรมากมายแค่แสดงความเป็นคาแรคเตอร์ตัวนั้น ๆ ออกมาให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องนั้นมันก็ดีมากเพียงพอแล้ว
![]() ข้อด้อยข้อเสีย: จุดที่เป็นข้อขัดใจของหลาย ๆ ท่านที่จะไม่ชอบหนังของ M.Night ก็คือ การที่หนังเล่าเรื่องแบบ เอื่อย ๆ ช้า ๆ คุยกันหลาย ๆ ฉากติดต่อกัน จนหนังมันกลายเป็นยานอนหลับเข้าไปทุกที แหละพวกคุณก็เฝ้ารอแต่ฉาก สยอง ๆ ระทึกขวัญ ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งมันก็มีซะน้อยนิดเหลือเกิน จนเมื่อถึงตอนเซอร์ไพรซ์คนดู คุณก็ยังไม่ชอบใจมันอยู่ดี เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการมารับชมในหนังสยองขวัญ สรุปเมื่อคุณเดินออกมาจากโรง คุณก็รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปฟรี ๆ 2 ชั่วโมง
![]() แต่หากคุณเปิดใจให้กว้างอีกซักกนิดและลองพิจารณาดูถึงข้อแตกต่าง ๆ ของหนังที่ เค้าทำออกมา ว่าแกนหลักลึกแล้ว ๆ หนังต้องการจะซื่ออะไรกับคนดู คุณอาจจะเซอร์ไพรซ์กับตัวเองขึ้นมาเลยก็ได้ ว่าตัวเองได้พลาดสิ่งน่าสนใจไปมากเพียงใด แต่ยังไงซะถ้าคุณยังคงถวิลหา ฉากหลอกหลอน น่ากลัวสุดขีด หลอกกันทั้งเรื่อง แบบไม่สนว่าเนื้อเรื่องจะซ้ำซากและไร้สาระเพียงใด ก็แนะนำ ให้ไปหาหนังผี เอเชีย ๆ ชื่อสั้น ๆ พวกนั้นดู คุณอาจจะมีความสุขกับหนังพวกนั้นได้มากกว่า เพราะหากคุณหยึดติดกับหนังพวกนั้นถึงขั้นฝังกระดูดดำซะแล้วนั้น ยังไงซะหนังของ M.Night ก็ไม่สามารถเติมเต็มอารมณ์ของคุณได้อยู่ดี สิ่งที่ M.Night นำเสนอมันมีมากกว่านั้นนะครับ
แต่จุดที่ผมเองก็ข้องใจในเรื่องนี้ คือการที่ หนังไม่สามารถหาจุดคลายแม็กซ์ให้กับตัวเองได้อย่างสมเกียตร และสิ้นเรื่องเอาได้ดื้อ ๆ มันอาจมองดูลงตัวในรูปแบบของคำว่านินทาน แต่ไม่เติมเต็มให้คนดูได้ในรูปแบบของคำว่า ภาพยนตร์ สรุปง่าย ๆคือมันจบง่ายไปนั้นเอง
![]() สรุปสุดท้าย: เรื่อง Lady in the Water ของ M.night เรื่องนี้เป็นอีกครั้งที่เขายังคงทำหนังในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าพอใจ ถึงแม้จะไม่หวือหว่าและถูกใจคนหลายกลุ่มอย่าง The Sixth sense หรือ Signs แต่เรื่องนี้ก็ลงตัวในคำว่า "นินทาน" และรูปแบบของมันเองอยู่แล้ว พูดง่าย ๆ อีกคือ โดยร่วมเรื่องนี้ยังดีกว่า The Village ครับ เพราะใน Lady in the Water มันเหมือนคุณและเนื้อเรื่องได้เดินไปพร้อม ๆ กัน อย่างน่าติดตาม และน่าคิด ที่ซอดแทรกความอบอุ่นมาเรื่อยๆ ไม่เหมือนกับใน The Village ที่เดิน ๆ ไปด้วยกันอย่างน่าเบื่อ และถีบส่งออกมาอย่างไร้เยื่อใย ในตอนจบ
และขอย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ยากให้คุณเปิดใจให้กว้าง และวิเคราะห์ถึงความสำคัญกับมิติอันลุ่มลึกของตัวละคร แล้วคุณจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังกระตุกขวัญที่ไม่เหมือนใครและแปลกดีจริง ๆ
ความชอบ: 3.5 เต็ม 5
เกรด: B
![]() 19 กรกฎาคม X-MEN: The Last Stand ความผิดมหันต์ของเหล่ากลายพันธุ์
18 กรกฎาคม Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest : หัวใจของมหาสมุทร![]() นำเรื่อง: หลังจากความสนุกของภาคแรกที่ติดใจคนทั้งโลกไปแล้ว ทำให้หนังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และทำเงินไปเชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิใจ กับเนื้อเรื่องสุดมันและดาราที่เป็นที่รักของแฟนอย่างท่วมท้น แต่นั้นมันเป็นแค่การเกรินนำของ Pirates of the Caribbean ครับ การเดินทางและการผจญที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นครับ ในภาคที่ 2 นี้ Dead Man's Chest ซึ่งตอนนี้ได้เป็นอีกหนึ่งบทบันทึกทางหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว ข้อดีข้อเด่น: จากเนื้อเรื่องในภาคแรกที่ทำมาผ่านฉลุยอย่างสวยงาม สำหรับภาคนี้ มีการพัฒนาให้ สูงขั้นขึ้นไปอีกในทุก ๆ ด้าน!!! ที่โดดเด่นคือทางด้านของเนื้อเรื่องสามารถยืดอกอย่างภาคภูมิได้เลย ว่าไม่มีการหากินกับของเก่า เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่สนุกสนานเข้มข้น ซึ่งพัฒนาบทอย่างดีเยี่ยมมาจากภาคแรก และสืบเนืองถึงกันได้อย่างวิเศษ แถมไม่น่าเกลียดที่มันยังจะเชื่อมโยงกันต่อสู่ภาคที่ 3 ได้อย่างน่าสนใจและดึงดูดอย่างแรง เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสนุกสนานและเข้มข้น ทยอยปล่อยมุขและปมอะไรมากมายมาตามลำดับ จนนำไปสู่ใคลเม็กซ์ อันสุดบรรเจิด เกินจะบรรยาย ทำให้คุณรักหนังเรื่องนี้มากขึ้นทุกนาที และยังมีนักแสดงระดับแม่เหล็กของที่มีฝีมือไม่น่าผิดหวัง ประชันบทกันถึงพริกถึงขิง ที่รับใจผู้ชมไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคงไม่มีใครเกิน Johnny Depp ในบทของ Jack Sparrow ที่บ้าอย่างน่ารัก เถือนอย่างเซ็กซี่ และโลภอย่างมีคุณธรรม เป็นการพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นถึงฝีมือการแสดงของเค้าอีกครั้งว่ามันวิเศษขนาดไหน (ใครไม่หลงรักใน Jack Sparrow ก็ใจดำไปละครับ)
![]() รองลงมาก็เป็น Keira Knightley ในบท Elizabeth Swann ที่ทำได้ดีขึ้นนะผมว่า เหมือนเธอหาจุดจับในตัวเองได้แล้ว และใช้มันให้เป็นประโยชน์ การพูดการจา ใช้น้ำเสียง มีความมุ่งมั่น และน่ารักได้อย่างลงตัว ส่วนพ่อหนุ่มสุดฮอต Orlando Bloom ในบทของ Will Turner ถือว่าอยู่หลังแถวสุดในกลุ่มดารานำ เพราะดูแล้ว การแสดงของ Orlando Bloom ไม่ได้มีความแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก ยังคงทำได้เพียงหน้าเครียด และหน้าหล่อ (ซึ่งอาจเพียงพอแล้วสำหรับสาวๆ) แต่เขาไม่สามารถดึงอารมณ์อื่นของตัวละครออกมาได้อีก Will Turner จึงเป็นแค่พระเอกมีใจคุณธรรมรักแฟนสาวสุดใจ เหมือนใน หนังเรื่องผ่าน ๆ มาเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้ความแปลกใหม่อย่าง 2 รายแรก
มาที่ด้านของตัวร้าย Davy Jones รับบทโดย Bill Nighy ซึ่งทำมาเจ๋งอย่าบอกใคร เป็นปีศาจตัวใหม่ที่จะอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนไปอีกนาน เพราะทำหนวดปลามึกยุบยับได้ใจดีจริง ๆแสดงอารมณ์ของตัวละครได้ทุกนาทีที่เขาออกฉากมา และยังมีดวงตาของ Bill Nighy ที่สอดคล้องรองรับกับการเคลื่อนไหว หนวดปลามึกยุบยับดังกล่าว รวมแล้วจึงเป็นอีกตัวละครที่สร้างความบันเทิงให้กับหนังอย่างเต็มเปา
![]() เวลาของหนัง 2 ชั่วโมงครึ่ง ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกนาที ไม่มีฉากใดที่สิ้นเปลือง ไม่มีบทสนทนาไหน ที่เลอะเทอะ ถึงจะไม่สำคัญต่อเรื่องก็สร้างความฮาได้ทุกทีไป รวมความดีเด่นทั้งหลายที่กล่าวมาจึงไม่แปลกใจที่หลายคนที่ออกจากโรงภาพยนตร์จะมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมในหนังเรื่องดีเยี่ยมประจำซัมเมอร์นี้ ![]() ข้อด้อยข้อเสีย: ในความสนุกสนานเต็มเปี่ยมของเรื่องนี้จะมีข้อเสียอะไรให้มาถกเถียงกัน เพราะมันแทบจะไม่มีจริง ๆ ถึงมีมันก็เพียงน้อยนิดและให้อภัยกันได้ ซึ่งก็คงจะเป็นการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปในบางจุดอาจทำให้คนที่ฉลาดน้อย ๆ ตามเรื่องไม่ทันได้ และการกระทำของตัวละครบางตัวก็ดูบ๊องตื้นไปนิด อย่าง Will Turner ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อ Elizabeth Swann โดยที่ไม่เฉลียวใจเลยหรอว่า จะโดนหลอกเอา มีคุณธรรมมากไปไหมพี่? จะว่าไปแล้วนั้นทั้ง Will Turner และ Elizabeth Swann ทั้งคู่นี้กำลังอินเลิฟจนทำให้กลายเป็นคนโง่เองที่โดนหลอก หรือ Jack Sparrowนั้นหลักแหลมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รวมถึง ฉลาดและร้ายกาจเกินมนุษย์ทั่วไปกันแน่? ลองคิดกันดูซิครับ
จุดสังเกตของคนขี้สงสัย: จากที่ผมได้ชมมา มีบางจุดที่น่าเอามาคิดนะครับ ว่าอาจเชื่อมต่อไปถึงภาค 3 ตอน Pirates of the Caribbean: At World's End มีอะไรบ้าง ก็มาอ่านกันดูครับ แต่ขอย้ำนะครับ ว่าผมอนุมานเอาเองจากเหตุการณ์ที่ได้เห็นมาในภาพยนตร์ - ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ขณะที่เธอกำลังเล่าเรื่องราวความหลังของ Davy Jones ฉากนั้น Jack หยิบอะไรไม่รู้เข้ากระเป๋าของตัวเอง (และมันอาจจะเป็นสิ่งที่ Elizabeth ต้องการเป็นที่สุดก็เป็นได้) -ที่หลังมือของ Jack Sparrow มีเครื่องหมายถูกเหล็กร้อนจี้เป็นแผลเป็นคล้ายรูปตัว P ซึ่งน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับ Lord Cutler Beckett อย่างแน่นอน -ที่หน้าเปียโนของ Davy Jones มีหีบเพลงรูปหัวใจอยู่ และมีรูปเดียวกันบนหีบสมบัติที่ใส่ของสำคัญของเขาเอาไว้ และมีรูปนั้นก็เหมือนจะมีอยู่ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ???? หรือว่าความจริงแล้วเธออาจจะเป็น......???? - สุดท้ายตอนจบของเครดิทมีฉากขำ ๆ ให้ได้ดูกันด้วยนะครับ หากใครไม่รีบจะอยู่นั่งดูต่ออีกซักพัก ก็ได้ถ้ารักกันจริง ![]() สรุป: Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest ถือเป็นหนังภาคต่ออีกเรื่องที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ชมมา และตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เข้าอย่างเต็มเปา จนแทบจะรอภาคต่อไม่ไหว และอยากให้ทุกคนได้รับอรรถรสอันวิเศษนี้ด้วยกันนะครับ อ่านจบแล้วจะรีรออะไร รีบไปชมกันเลยดีกว่าครับ
ป.ล. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนแนะนำให้หาชมให้ครบนะครับ เพื่ออรรถรสที่เต็มที่ในการรับชมภาค 3 ที่จะตามใน ซัมเมอร์ปีหน้า
|
|
|