Eakgapon's profileDarth เวเฟอร์PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 14

    ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 4 พลอย

    ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 4

    ใช่แล้วครับ คุณอ่านไม่ผิด นี่คือที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 4 ซึ่งก็คือหนังไทยที่มีชื่อเรื่องว่า ”พลอย” ก่อนอื่นต้องขออภัยก่อนครับ ที่ทิ้งช่วงห่างระหว่างอันดับที่ 5 และ 4 นานขนาดนี้ ด้วยเหตุผลอะไรขอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันนะครับ (อาย)
    เรื่องพลอยเป็นผลงานเรื่องล่าสุดของ เป็นเอก รัตนเรือง ผู้กำกับคนนี้ได้ทำหนังแนวนี้มามากมาย และที่ได้ใจผมไปอย่างเต็มเปาคือ เรื่อง “เรื่องตลก69” ตอนนี้เขากับมาพร้อมกับหนังที่เค้าเองบอกว่า “อยากทำหนังง่าย ๆ” ซึ่งนั้นก็คือเรื่องพลอย และไม่ทราบว่าหนังของพี่เค้าง่ายอีท่าไหน ถึงได้มาอยู่ในอันดับที่ 4 ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากของเวเฟอร์ได้
    ซึ่งบทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไป จะเป็นการวิจารณ์และวิเคราะห์รวมไปถึงการอธิบายเรื่องพลอย ในมุมมองที่ผมเข้าใจและตีความออกมาโดยความคิดของผมเพียงผู้เดียว ซึ่งหากไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดประการใด ทางตัวผมเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วย ขอบคุณครับ เริ่มกันเลย.....






    พลอย ผลสะท้อน จากความเน่าเฟะ

    นำเรื่อง : หนังแต่ละเรื่องมีการบอกเล่าที่แตกต่างกัน บางเรื่องบอกเล่าจากคำพูดโดยตรง บางเรื่องไม่ใช้คำพูดแต่บอกด้วยเหตุการณ์และการกระทำ บางเรื่องใช้แค่สีหน้าและอารมณ์ของตัวละคร แล้วให้คนดูไปตีความคิดต่อกันเอาเอง ส่วนบางเรื่อง เล่าโดยใช้เหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดความรู้สึก ใช้อารมณ์ของเหตุการณ์เป็นตัวบอกกล่าว ใช้โทนของหนังเป็นตัวเล่าเรื่อง ซึ่งการเล่าทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ชมจะต้องตั้งใจรับชมแล้วคิดตาม ในแง่ที่หนังสะท้อนออกมา ในแง่ที่หนังไม่เล่าบอกโดยตรง ว่าแกนหลักของหนังเรื่องนี้ ต้องการสื่ออะไรกับคนดู ซึ่งถ้าหากเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับท่านที่จะรับชมหนังประเภทนี้ ท่านก็จะไม่ได้อะไรจากตัวหนังเลย ท่านจะมองมันเป็นแค่หนังที่มีคนเดินไปเดินมา คุยกันสองสามคำแล้วมันก็จบไป ไม่ได้คิดตาม ไม่ได้เสาะหาประเด็น มันก็เท่ากับไม่ได้อะไรเลย แต่หากท่านจะสนใจ กับรายละเอียดที่หนังบรรจงใส่ ที่ตัวละครบรรจงสื่อ ท่านอาจจะมีมุมมองแปลกใหม่ มุมมองที่จะเฉลยคำตอบว่าทำไม หนังอินดี้ ถึงเป็นชื่นชอบของนักวิจารณ์กันทั่วโลก ซึ่งนั้นก็รวมถึงเรื่อง พลอย ด้วย



    นำเรื่องด้วยสองสามี ภรรยาที่อยู่กินมาด้วยกัน 7 ปี หรือ 8 ปี ไม่ใครตอบได้ ของแดงและวิท ทั้งคู่รักกันมาก รักกันจนเคยบอกรักกันทุกวัน เป็นที่หนึ่งของกันและกันมาตลอดเวลา แต่ความรัก เหตุใดมันจึงมีวันหมดอายุ? อาจเป็นเพราะความเคยชิน ความซ้ำซาก หรือความระแวง...

    ทั้งคู่ที่เพิ่งเดินทางมาจากอเมริกาเพื่อมางานศพญาติ และเข้าพักที่โรงแรม ขณะที่แดง กำลังนอนพัก วิทได้รับเด็กหญิงชื่อพลอย เข้ามาพักด้วย เพราะเธอต้องรอแม่อีกหลายชั่วโมง และเธอไม่มีใคร... ซึ่งนั้นทำให้แดงไม่พอใจ พอสมควร.. จนทำให้เป็นการจุดฉนวนการมีปากเสียงที่พร้อมจะเกิดอยู่ได้ทุกเมื่อ

    และในเวลาเดียวกันนั้นที่ชั้นล่างลงไป แม่บ้านของโรงแรมชื่อตุ้ม กำลังร่วมรักอย่างเร้าร้อนกับบาร์เทนเดอร์หนุ่มสุดหล่อ

    ข้อดีข้อเด่น : หนังเรื่องนี้จะถูกมองได้เป็นสองชั้นหลัก ๆ ชั้นที่หนึ่งคือการเข้าใจตามการที่หนังบอกเล่า หรือการเข้าใจในระดับพื้นฐานนั้นเอง ว่าเห็นอะไร ก็เข้าใจแบบนั้น แต่สำหรับผู้ที่ใส่ใจรายละเอียดมากพอจนสามารถเข้าใจลึกลงไปถึงอีกขั้นที่ซ่อนอยู่ในหนังเรื่องนี้ ท่านจะเข้าใจว่าทำไม เหตุการณ์ทั้งหมดจึงต้องเป็นเช่นนี้ ทั้งเรื่องความไร้เดียงสาของพลอย ความร่านของแม่บ้านที่โรงแรม ความเสื่อมรักของแดงและวิทย์ ทั้งหมดสัมพันธ์สอดคล้องและส่งแรงสะท้อนถึงกันอย่างลงตัว


    ขอกล่าวถึงทีละคนนะครับเริ่มต้นที่วิทย์

    ถ้าถามว่าวิทย์รักเมียไหม? วิทย์รักเมียของเขามาก มากจนถึงขั้นขาดใจ หรืออยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าไม่มีเมีย วิทย์อยู่ไม่ได้ถ้าขาดแดง แต่ทำไมเขาถึงไม่เอาใจเมีย ไม่ดูแลเมียดีๆ เหมือนตอนที่คบกันแรกๆ นั้นอาจเป็นเพราะ ความซ้ำซากจำเจ ของการใช้ชีวิตคู่ ความเบื่อหน่าย ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เป็นเส้นคู่ขนานกันตลอดระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย มันเป็นตัวบั่นทอน ความหวานชื่นของชีวิตแต่งงาน ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในเรื่องนี้ การที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันมาและทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระซ้ำ ๆ ซาก ๆ เช่นที่วิทบอกว่าอยู่กันมา 8 ปี แต่แดงก็เถียงทุกครั้งว่า 7 ปี ทุกครั้งที่พูดก็เถียงทุกครั้ง มันดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้น ซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ผลของการทะเลาะประเภทนี้จะกลายเป็นปัญหาที่รุนแรงและยากเกินจะเยียวยาเลยทีเดียว บวกกับปัญหาที่แดงกับวิทไม่ได้มีอะไรทางเพศกันมานานร่วมปี ทั้งที่สองคนที่เคยรักกันเป็นหนึ่งเดียว มันก็มีกำแพงแห่งความซ้ำซากเข้ามากั้นระหว่างทั้งคู่ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมา ก็เหมือนทำให้กำแพงนั้นมันใหญ่ขึ้น ๆ ทุกวัน...


    แดงและสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนเป็น

    “แดงต้องการให้วิทย์ ทำให้แดงรู้สึกว่าวิทย์รักแดง” เป็นประโยคที่ผู้หญิงทั้งโลก อยากบอกกับคนรักของตนเอง มันเป็นธรรมชาติของผู้หญิงที่อยากให้คนรักดูแล เอาใจ แสดงถึงความรักที่มีต่อกัน แต่ทำไมมันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกิน สำหรับผู้ชายที่จะทำ และเมื่อใดก็ตามที่ประโยคดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมา มันก็มักจะนำไปสู้การทะเลาะที่ไร้สาระ ขึ้นทุกที แดงต้องเศร้าเสียใจ ที่สามีไม่ดูแลเอาใจเหมือนสมัยรักกันแรก ๆ สังเกตได้จากการที่แดงใส่เสื้อคอย้วยตัวเก่าสีซีด มันอาจเป็นการบอกว่าแดงชอบความหวานซึ้งของวันวาน ชอบความทรงจำดี ๆ ที่เคยมี ซึ่งมันหาไม่ได้แล้วทุกวันนี้ การเอาเสื้อตัวเก่ามาใส่ ถึงจะนำเหตุการณ์ในอดีตกลับมาไม่ได้ แต่มันก็ช่วยทำให้เธอได้รู้สึกมันอีกครั้ง
    แต่เมื่อชีวิตแต่งงานมันไม่ได้เป็นอย่างที่เธอวาดฝันไว้ รังแต่จะมีรอยร้าวที่กว้างขึ้นทุกวัน ๆ สร้างความห่างเหินมากขึ้นทุกที จนทำให้มันมีอีกหลายอย่างที่แดงอยากทำแต่ทำไม่ได้ มีหลายอย่างที่แดงจะเป็นแต่มันสายไปแล้ว และมีหลายอย่างที่แดงอยากบอกอยากจะพูด แต่ซึ่งก็แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้...



    พลอย ร่างสะท้อนของความบริสุทธิ์

    การกระทำทุกอย่างของพลอย เป็นการกระทำที่ไม่จำเป็นต้องตริตรอง เธอทำในสิ่งที่อยาก เธอทำในสิ่งที่ต้องการ เธอถามในสิ่งที่สงสัย เธอมีนิสัยครบถ้วนของคำว่า “เด็ก” และที่สำคัญคือเมื่อเด็กมีปัญหาที่กลัว น้อยคนที่จะถาม ส่วนมากเด็กจะเก็บงำมันไว้คนเดียว และพยายามที่จะปกปิดมัน อย่างเช่นตอนที่แดงถามว่า “หนู ตาไปโดนอะไรมา?” พลอยไม่ตอบอะไร แต่เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อหารองพื้นมาทาปิดรอยนั้น

    พลอยยังมีนิสัยของเด็กที่อยากจะโต อยากจะทำอะไรที่ทำให้ตัวเองดูโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงแนวโบราณ การสูบบุหรี่ ซึ่งไม่ว่าเธอจะจุดกี่มวน เธอไม่เคยสูบมันจนหมดมวนเลย เธอแค่อยากจะสูบ อยากจะทำให้ตัวเองเป็นที่น่าสนใจเท่านั้นเอง แต่ใครจะรู้ว่าเด็ก ๆ ที่ดูใสซื่อ ไม่มีพิษภัย แท้จริงแล้ว อะไรคือปัญหาที่แท้จริงของเธอ และจริงๆ แล้วเธออาจจะช่ำชองในบางเรื่อง จนผู้ใหญ่ยังต้องตกใจ



    แม่บ้านตุ้มที่ร่านที่สุดในโลก

    หนังพยายามทำทุกอย่างที่ทำได้ ให้แม่บ้านคนนี้เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วย กิเลสทางเพศ ซึ่งก็ทำได้อย่างประสบความสำเร็จซะด้วย ทั้งการกระทำ การแสดงออกทางสีหน้า ทุกอย่างที่แม่บ้านคนนี้ทำ ทั้งที่หน้ากระจก ข้างหน้าต่าง ข้างเตียงและบนเตียง มันแสดงออกถึงความ ร่าน ที่ซ้อนอยู่ในใจผู้หญิงทุกคนในโลกนี้ อยู่ที่ว่าจะแสดงออกมาอย่างมากและน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง ความต้องการชายหนุ่มรูปหล่อซักคน นั้นเป็นเหตุผลที่ทำไม จึงต้องเลือกตัวละครบาร์เทนเดอร์สุดหล่ออย่างนั้น

    จะสังเกตได้ว่าทั้งสามตัวละคร เป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกันคนละมุม แต่มันได้ส่งผลสะท้อนถึงกันและกันอย่างน่าตกใจ เพราะนอกจากจะสัมพันธ์กันในเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องแล้วนั้น ทั้งสามยังเติมเต็ม ความต้องการและนิสัยของกันและกันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ประหนึ่งทั้งสามตัวละครนี้เป็นคน ๆ เดี๋ยวกันก็ไม่ปาน



    แดงกับพลอย...

    พลอยเป็นหลายอย่างที่แดงเคยเป็น แดงเคยเป็นเด็กน้อยที่ใสซื่อ เคยเป็นผู้ที่ไม่อะไรให้คิดมากและพร้อมเสมอที่จะรัก หลังจากการทะเลาะของแดงและวิท เมื่อแดงหยิบสร้อยของพลอยที่หล่นในห้องน้ำขึ้นมาใส่ แดงจึงรู้สึกว่าพลอยคือสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในจิตใจของเธอ พลอยคือสิ่งที่แดงอยากกลับไปเป็นอีกครั้ง แดงถึงได้ถามว่า “วิทย์รักเด็กนั้นใช่ไหม” แดงอยากให้วิทย์รักแดง... เหมือนเดิม...

    และเมื่อหนังได้ฉายถึงการถูกกระทำอันโหดร้าย ของแดงกับผู้ชายใจทราม เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้ตัวละครแดงและพลอย ประสานเป็นตัวละครเดียวกันได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แต่อย่างน้อย มันก็อธิบายได้เพียงพอว่า รอยช้ำที่ดวงตาพลอยนั้นน่าจะไปโดนอะไรมา


    แดงกับแม่บ้านร่านชื่อตุ้ม

    การแสดงออกของแม่บ้าน เป็นเสมือนอีกร่างของแดง ทุกอย่างที่แม่บ้านทำเปรียบเสมือนสิ่งที่แดงอยากทำมาตลอด และที่เป็นไปได้สูงเลยก็คือ แดงได้ทำมันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ด้วยเหตุผลที่ลงตัวเหมาะเจาะสองข้อคือหนึ่ง มีฉากหนึ่งที่แดงอ้วกแพ้ท้อง ทั้งที่แต่แรกแดงและวิทย์พูดไปแล้วว่า
    “แดงมีเมนส์หรือเปล่าเนี้ย?”
    “ทำไม วิทต้องถามแดงอย่างนั้นทุกครั้ง ที่เราทะเลาะกันด้วยล่ะ เราไม่ได้มีอะไรกันมาเป็นปีแล้วนะ”
    ในเมื่อทั้งสอง ไม่ได้นอนด้วยกันมาเป็นปี แต่ทำไมแดงถึงยังแพ้ท้อง ถึงตอนที่จะโดนข่มขืน โจรยังต้องพูดว่า
    “ไม่ต้องห่วงผมใช้ถุงยาง”
    เพียงแค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้ว ว่าเหตุการณ์ของแม่บ้านนั้นไม่ต่างกับสิ่งที่แดงได้เคยกระทำไปเป็นที่เรียบร้อย แล้วมันยังสอดคล้องไปถึงตอนที่แดงถามวิทว่า
    “วิทย์คบคนอื่นอยู่หรือเปล่า”
    “แดงคิดว่าวิทย์คบไหมล่ะ?”
    “แดงคิดว่าคบ” “คนที่ชื่อน้อย... ใครคือน้อย”
    “นี่แดงค้นกระเป๋าพี่หรอ.. นี่เราต้องอยู่ด้วยความระแวงกันแล้วหรอ”
    ลองคิดดูดี ๆ คนที่ระแวงจริง ๆ แล้วคือแดงต่างหาก แดงคือคนที่คบคนอื่นแล้วต่างหาก แดงถามอย่างนั้นออกไป เพราะแดงไปมีอะไรกับคนอื่นแล้วต่างหาก เพราะนั้นแหละเป็นสาเหตุที่แดงอ้วกแพ้ท้อง



    พลอยกับแม่บ้านร้านชื่อตุ้ม

    พลอยกับแม่บ้านดูจะเป็นตัวละครที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่เพราะต่างกันสุดขั้วนี่แหละ เมื่อสองตัวละครนี้เอ่ยถึงกันเมื่อไหร่ มันย่อมจะกลายเป็นที่จับตามองแน่นอน พลอยบอกว่าพลอยฝันว่าเห็นแม่บ้านกับบาร์เทนเดอร์ชื่อนัท มีอะไรกัน ทำให้หนังเกิดคำถามทันทีว่า เหตุการณ์ของตุ้มและนัทเกิดขึ้นจริง ๆ หรือเป็นแค่ความฝันของพลอย ซึ่งจะความฝันหรือไม่ มันแทบไม่สำคัญเลย ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ ตัวละครพลอยเองก็อาจจะไม่มีตัวตนด้วยซ้ำไปน่ะซิ!!!
    สังเกตได้จาก ตอนที่ทะเลาะกัน วิทย์บอกแดงว่า
    “แดงไปกินยาที่หมอให้แล้วไปนอนเถอะไป”
    เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว มันสามารถสื่อได้เลยว่า แดงอาจมีอาการทางประสาทที่ต้องใช้ยาควบคุม เมื่ออารมณ์หรือความโมโหขึ้นสูง ความจริงแล้ว แดงอาจจะแค่เห็นชื่อน้อยพร้อมเบอร์โทรในกระเป๋าของวิทย์ จนทำให้คิดมากแล้วสร้างตัวละครพลอยขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเองก็ได้....



    จุดนี้ทำให้ตัวละครพลอยและแม่บ้าน ถูกดึงรั้งเอาไว้ให้อยู่ระหว่างความจริง และความฝัน สังเกตได้อีกว่าทั้งสามตัวละครจะฝันถึงกันเป็นทอด ๆ อีกด้วย แดงฝันว่าแดงฆ่าพลอย ส่วนพลอยฝันว่าเห็นแม่บ้าน ซึ่งหากพลอยเป็นสิ่งที่ออกมาจากจิตสำนึกของแดง แม่บ้านก็ออกมาจากจิตสำนึกของแดงเหมือนกัน เป็นสองบุคลิคที่อยู่ในก้นบึงที่สุดของสองฝั่งในหัวใจของแดงนั้นเอง
    ในฉากสุดท้ายของพลอย ที่เธอได้เดินเข้าไปในห้องที่แม่บ้านตุ้มมีอะไรกับนัท จากนั้นตัวละครพลอยก็ได้หายไปเลย มันเหมือนกับแรงสะท้อนที่ออกมาจาดจิตใจของแดงทั้งสองขั้วมาบรรจบกันเป็นที่เรียบร้อย และนั้นก็สอดคล้องกับเพลงที่แม่บ้านนอนร้องบนร้องตอนจบด้วย....

    ทั้งหมดของการอธิบายมานี้ถือเป็นข้อดีข้อเด่นในเรื่องพลอย ที่มีการเล่าแบบกึ่งฝันกึ่งเหตุการณ์จริงและถ้าหากคุณสามารถจับรายละเอียดได้ครบถ้วนไปถึงเสียงแบลคกราวด์ประกอบของเรื่องแล้วละก็ คุณอาจจะต้องฉงนหนักเข้าไปอีกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเกิดขึ้นซ้อนทับกันก็เป็นได้...
    ซึ่งการเล่าหนังในโทนนี้ถือเป็นการเสี่ยงพอสมควรเลยทีเดียว เพราะถ้าใครที่ดูไม่รู้เรื่องหรือไม่คิดตามก็จะไม่ได้อะไรเลยจากหนังเรื่องพลอยอย่างแน่นอน



    เรื่องราวที่ผมอธิบายมานั้น ถูกทำให้สมจริงขึ้นไปด้วยการแสดงที่เหมาะสมลงตัวอย่างยิ่ง ทุกตัวละครตีบทแตกและทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างไม่มีที่ติ แม้แต่อนันดาที่รับบทนัท ในเรื่องพลอยนี้สามารถบันทึกไว้ได้เลยว่า เป็นการแสดงที่ดีที่สุดของอนันดา ส่วนวิทย์ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้ครบถ้วน และยังต้องขอบคุณมุมกล้องในฉากที่วิทย์ร้องไห้ในห้องน้ำอีกด้วยเพราะมันทำได้เหงาจริง ๆ แบบเฉพาะคนใจเหงาเท่านั้นถึงจะเข้าใจ



    มาทางด้านของนักแสดงหญิง พลอยผู้ที่เป็นเจ้าของชื่อเรื่อง ถือว่าโชคดีมาก ที่ได้มาอยู่ในหนังดี ๆ อย่างนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และเธอก็แสดงในบทของเธออย่างถูกต้องครบถ้วน จากที่ผมรู้จักเด็กผู้หญิงคนนี้มา ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเพียงแค่เธอเข้ามาอยู่ในหนังดีๆ แบบนี้ มันทำให้การแสดงของเธอถึงขั้นเข้าตากรรมการเลยทีเดียว ไม่เพียงแค่ความใส แต่มันรวมไปถึงความสงสัย ในแววตา และใบหน้าที่ผมพูดได้เต็มปากว่าผมชอบการแสดงของเธอจริงๆ



    มาถึงคนสุดท้าย ที่เก็บไว้กล่าวถึงที่หลังก็เพราะผมชอบที่สุด พี่หมิวในบทแดงนั้นเอง หมิวได้แสดงให้เห็นว่าเธอคือหนักแสดงแถวหน้าสุดของเมืองไทยอย่างแท้จริง การถ่ายทอดอารมณ์ของเธอช่างลื่นไหล และไม่สร้างความสะดุดเลยแม้แต่นาทีเดียว ซึ่งนั้นช่วยทำให้หนังมีพลังและน่าเชื่อถืออย่างเฉียบคม ทั้งฉากร้องไห้หน้ากระจก ฉากหนีตายจากโจรใจทราม เรียกได้ว่า ไม่ผิดหวังจริง ๆ กับฝีมือของเธอคนนี้ ขอยกย่องครับ

    ในเรื่องของดนตรีประกอบ ก็ทำได้เยี่ยมไม่แพ้กันเพราะมันช่างรองรับกับโทนของหนังตลอดเรื่อง รวมไปถึงเรื่องของแสงด้วย ยกตัวอย่างเช่นการเดินไปเปิดและปิดผ้าม่านของตัวละคร มันดูเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ แต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้มันกลายเป็นตัวคุมโทนแสง โทนอารมณ์ในเหตุการณ์นั้น ๆ ของเรื่องได้ดีเลยทีเดียว



    ข้อด้อยข้อเสีย : ข้อเสียของเรื่องพลอย ที่เด่นชัดคือ ความอืด และความเชื่องช้า ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ถูกใจผู้ชมหรือนักดูหนังหลาย ๆ ท่านแน่นอน แต่ทุกอย่างมันย่อมมีเหตุมีเหตุมีผลในตัวของมันเองอย่างแน่นอน ยิ่งในหนังทำนองนี้แล้วด้วย การเล่าเรื่องที่เชื่องช้า หากจับประเด็นและตีความหมายได้อย่างครบถ้วน ผลที่ได้มันย่อมคุ้มค่าแน่นอน ถ้าหากหนังดำเนินเรื่องช้าไม่เร้าใจและ ความเชื่อช้าที่ว่าไม่ได้มีอะไรสอดแทรกมาเลยเหมือนกับหนังโจรสลัดชื่อดังที่เพิ่งผ่านตาทุกคนไปนั้น อย่างนั้นมากกว่าที่ควรจะถูกเรียกว่า เชื่องช้า และเสียเวลาเปล่าๆ แต่การนำเสนอของพลอยที่หลายคนเห็นว่าเชื่อช้า ได้สอดแทรกประเด็นและอัดเน้นไปด้วยอารมณ์ อยู่ที่ว่าคุณจะใช้ประสาทที่มีอยู่รับรู้มันได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง



    สรุป : พลอยถือเป็นหนังที่เข้าใจยากที่สุด และหนังไทยดีเยี่ยมที่สุดที่ผมเคยได้ดูมา ในทุกองค์ประกอบ และข้อคิดที่ได้จากเรื่องถึงจิตใจมนุษย์ ชีวิตอันซับซ้อน ทั้งหลายนั้นไม่มีใครสร้างให้มันยุ่งเหยิงหรอก มีแต่จิตใจเราเท่านั้นที่สร้างเรื่องให้มันยุ่งเหยิงไปเอง จากจิตใจที่มันเน่าเฟะขึ้นทุกวัน จนหนังดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย คืองานศพที่แดงและวิทย์เดินทางมา หนังฉายรูปของเจ้าของงานศพ นานพอสมควรไห้เรารับรู้ว่า ตัวละครกำลังซึมซับวินาทีนั้นอยู่ไม่ต่างกับคุณ ว่าไม่นานชีวิตที่แสงจะยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยกิเลสทั้งลายก็ต้องมาจบลงที่นี้ทุกชีวิต จบลงที่โรงศพ เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว แดงจึงพูดเป็นประโยคปิดท้ายว่า “เด็กเมื่อเช้า มันก็น่ารักดีนะค่ะ” ทั้งที่ตอนแรกเธอคิดมากจนอยากจะฆ่าเด็กคนนี้เลยด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดเจนว่า เรื่องราวน่าปวดหัวทั้งหมด มันไม่ได้เกิดเพราะใครอื่น แต่มันเกิดจากตัวและจิตใจที่เน่าเฟะของเราเองนี่แหละ ซึ่งในประเด็นนี้มันก็สอดคล้องกับเพลงประกอบของเรื่องพลอยอีกขั้น นั้นก็คือเพลง แด่คนช่างฝัน นั้นเอง

    ทั้งหมดเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นหนังในด้วงใจของผมไปเป็นที่เรียบร้อย ทั้งด้านรูปธรรมและมโนธรรม ของหนังเรื่องซึ่งได้สะท้อนถึงกันและกันอย่างลงตัว ชนิดที่ว่า ต่อให้ดูเป็นรอบที่สิบ ก็อาจจะเจออะไรที่ยังซ่อนอยู่ก็เป็นได้!!!

    ความชอบ : 5 เต็ม
    เกรด : A-

    ป.ล.นี่เป็นไทยเรื่องแรกด้วยครับที่ได้รับเกรดเอ จากเวเฟอร์ ขอบคุณที่ติดตามครับ แล้วพบกับที่สุดหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 3 หนังจากงานวิจารณ์หนังซัมเมอร์ 2007 แน่นอนครับ


    April 24

    10 อันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์

     
    10 อันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์
     
     
    เมื่อคุณเหงา เมื่อคุณเศร้า เมื่อคุณรู้สึกเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับโลกที่วุ่นวายและมีแต่การแก่งแย่งชิงดี การเอาเปรียบและเห็นแก่ตัว คุณต้องการที่พักผ่อน คุณต้องการสิ่งที่ทำให้คุณคลายเครียด ลืมเรื่องปัญหาทั้งหลายแล้วมีความสุขอยู่กับมัน นั้นก็มีต่าง ๆ นา ๆ มากมายในโลกบันเทิงทั้งหลายแขนงที่เราสามารถรับชมรับฟังกันได้ในหลายรูปแบบ
    ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องต่อสู้กับปัญหาที่มันรุมเร้าเข้ามาหาตัวเราทุกวัน ๆ ทั้งที่เราไม่เคยอยากมีส่วนไปเกี่ยวข้องกับมันเลย แต่นี่แหละครับ มันคือชีวิตที่เราจะขีดเส้นให้มันทุกอย่างไม่ได้ เมื่อผมมีเวลา ผมก็หาเรื่องบันเทิงผ่อนคลายความเครียดและปัญหาต่าง ๆ ซึ่งมันก็มีหลายอย่างแตกต่างกันไป
    และในงานเขียนชิ้นนี้ผมได้คัดสรรสิ่งต่าง ๆ ในโลกบันเทิง ที่ช่วยผมคลายเครียดมาทั้ง สิบอันดับซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ผมรัก และมีความสุขกับมันอย่างล้นใจ ต้องขอบอกก่อนนะครับ ว่าทั้งสิบอันดับจะเป็นการเล่าผ่านความคิดและความรู้ส่วนตัวของผมโดยล้วน ซึ่งหากไม่ถูกต้อง มีข้อผิดพลาด หรือสร้างความไม่พอใจใด ๆ เกิดขึ้น ผมเองต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
    ไม่อยากพูดมากให้เสียเวลา ไปดูอันดับที่สิบกันเลยครับ

    =================================================================



    อันดับที่ 10 เกม Pangya

    มันคือ : เกมตีกอล์ฟออนไลน์ ที่ (เคย) เป็นที่นิยมที่สุดในบรรดาเกมออนไลน์บ้านเรา พื้นฐานของเกมก็คือการเลือกตัวละคร เลือกเสื้อผ้า อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการตีกอล์ฟให้พร้อม แค่นี้คุณก็พร้อมออกรอบไปในดินแดนแห่งปังย่าอันหรรษานี้ได้เลย



    ความโดดเด่น : ความน่ารักของตัวละครในเกมปังย่าเป็นสิ่งได้รับการยอมรับจากเกมเมอร์ทั่วอาณาจักร ซึ่งผมว่ามันเป็นจุดที่ดึงดูดผู้เล่นได้ดีทีเดียว นอกจากนั้นก็ต้องเป็นการเล่นที่ต้องการสมาธิ ความแม่นยำ และประสบการณ์ ซึ่งยิ่งคุณฝึกฝนมันมากขึ้นเท่าไร ผมว่ามันจะยิ่งทำให้คุณหลงเสน่ห์ แห่งเกาะปังย่ามากขึ้นไปทุกนาที แล้วยังรวมไปถึงฉากวิว ทิวทัศน์สวย ๆ ในรูปแบบต่าง ๆ ที่ถูกเนรมิตเป็นสนามกอล์ฟท้าทายความสามารถของเหล่านักกอล์ฟทั้งหลาย เพียงแค่องค์ประกอบเหล่านี้เกาะปังย่าก็เป็นที่พักผ่อนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของผมละครับ



    ทำไมถึงรัก : ตอนแรกที่ผมรู้จักเกมปังย่า ผมไม่มีความคิดในหัวเลยแม้แต่นิดเดียวว่า มันเป็นเกมที่มีความน่าสนใจแต่อย่างใด ผมคิดว่ามันก็เป็นเพียงเกมหลอกเด็กเกมหนึ่งในยุคนี้เท่านั้นเอง.... และไม่มีทางที่ผมจะเสียเงินไปกับเกมออนไลน์อย่างนี้แน่นอน ... แต่ผ่านไปไม่นานด้วยความน่ารักสดใสของตัวละคร ความสนุกสนานในการออกรอบ การได้พบปะเพื่อนใหม่ ผมก็รักเกมนี้เข้าไปซะแล้ว เมื่อใดที่เริ่มจะเบื่อเกาะปังย่าก็จะมีเสื้อผ้าน่ารัก ๆ มาให้ นักกอล์ฟได้เลือกหาไปใส่กัน เมื่อใดที่มันเริ่มจะซ้ำซาก เกาะปังย่าก็จะมีสนามกอล์ฟแหล่งใหม่ ๆ เข้ามาท้าทายทุกสายตา มันเหมือนเป็นวัฎจักร ให้เราหลงติดกับ และใช้เวลาอยู่กับมันให้มากขึ้นทุกครั้งๆ ไป แต่มันก็เป็นเวลาที่ผมเพลินเพลินและมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียวครับ กับวัฎจักรวงนี้
    มาเจอะลึกของรัก : เกมปังย่ามีที่มาจากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นผู้นำส่วนใหญ่ในการออกแบบสิ่งของและทุกอย่างในตัวเกม ด้วยความโด่งดังของเกมปังย่า จึงได้มีการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์และแพร่หลายไป มากกว่า 11 ประเทศทั่วโลก และเมื่อเวลาผ่านไปแต่ละประเทศก็เริ่มมีบทบาทในตัวเกมปังย่ามากยิ่งขึ้น เช่นที่ประเทศญี่ปุ่นได้คิดค้น สนามประจำชาติของตนเอง นั้นก็คือสนามดอกซากุระ Pink wind และชุดประจำชาติญี่ปุ่นซึ้งได้แก่ชุดกิโมโน ส่วนประเทศไทยเราก็ไม่น้อยหน้าด้วยการเป็นผู้ออกแบบไม้ Air Night III ซึ่งถือเป็นแรร์ไอเทมในเกม และชุดมวยไทยของตัวละครชาย ซึ่งมีการนำไปขายในเซฟเวอร์ของต่างประเทศด้วย




    ตอนนี้เกมปังย่าก็ก้าวเข้าสู่ปีที่สาม หรือ Season 3 นั้นเอง การพัฒนาและร่วมมือของแต่ละประเทศช่วยจัดสรรเกาะปังย่าแห่งนี้ให้เต็มไปด้วยความสนุกหรรษา ที่ยากจะลืม เพียงแค่คุณลองหวดไม้กอล์ฟออกไปเพียงซักครั้งเท่านั้นแหละ....
    ส่วนตัวผมเองก็เล่นเกมนี้มาได้เกือบปีเห็นจะได้ครับ ถึงแม้จะมีหลายครั้งที่ผมเบื่อมันบ้าง เซ็งกับมันบ้าง แต่ยังไง เวลาที่ผมนั่งหวดลูกกอล์ฟ ณ เกาะปังย่าแห่งนี้ มันก็ทำให้ผมผ่อนคลายและลืมเรื่องเครียด ๆ ทั้งหลายได้อย่างดีทีเดียวครับ

    ที่ผมกล่าวมาขนาดนี้อย่าเพิ่งทึกทักว่าผมเป็นมือโปรเก่งกาจอะไรนะครับ ในเกมผมเป็นเพียงแค่ Amature (มือสมัครเล่น) เท่านั้นแหละครับ แต่อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นแหละครับ ว่าจุดเด่นของเกมนี้อย่างเด่นชัดที่สุดก็คงไม่พ้นความน่ารักของตัวละคร ส่วนตัวละครเวเฟอร์นั้นจะน่ารักหรือเปล่าไปดูกันเลยครับ



    นี่หนูคู ตัวโปรดเวเฟอร์ครับ ใช้ชุดแดงผมแดง สีโปรดของเวเฟอร์ด้วย~~~~~


    หนูคู~~ หวด~~~แล้วจ้า~~~~~


    สาวเซ็กซี่ประจำเกาะปังย่า เซซิเลียครับ


    แม่อารินคนนี้เป็นโรคปอดบวมรักษาไม่หายซักที


    ใครสนใจอยากจะไปออกรอบกับเวเฟอร์เชิญติดต่อหลังไมค์ได้เลยครับ~~~~


    =================================================================



    อันดับที่ 9 Blood

    มันคือ : เลือด!!! ความโหด!!!! ความซาดิส!!!!

    ความโดดเด่น : เมื่อพูดถึงเลือดในที่นี้ ผมหมายถึงเลือดในภาพยนตร์เท่านั้นนะครับ ในชีวิตจริงผมเป็นคนที่กลัวเลือด และเครื่องในมนุษย์ทุกชนิด ไม่ถึงขั้นเป็นลมหรอกนะครับ เพียงแต่ทนไม่ได้ที่จะเห็นในจำนวนมากเท่านั้นเอง แต่เมื่อเข้าสู่โลกภาพยนตร์ผมกลับเปลี่ยนตัวเองเป็นคนละคน หนังเรื่องไหนมีความโหด หนังเรื่องไหนมีเลือด หนังเรื่องไหนมีความซาดิส หนังที่เต็มไปด้วยฉากสยดสยอง ผมชอบครับ!!!!! ความโดดเด่นของหนังแนวนี้ก็คงเป็นที่รู้กันอยู่ว่ามันน่าจะเป็นอะไร แต่คุณจะต้องระวังดี ๆ มันมีเพียงเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างฉากเลือดสาดสุดวิจิตร กับฉากเลือดแหวะท่วมจอซึ่งไม่น่าดู

    ทำไมถึงรัก : อาจจะเป็นเพราะว่าในชีวิตจริงผมรับเรื่องพวกนี้ไม่ค่อยได้ มันจึงถูกถ่ายทอดมาอยู่ในนิสัยการดูหนังหมดกระมังครับ ทุกครั้งที่ผมเห็นฉากเลือดสาดบนจอ เห็นการฟังแทงชำแหละ ผมรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก บางครั้งอยากเป็นคนเข้าไปชำแหละเองด้วยซ้ำไป (และถ้าใครสนิทกับผมมากๆ อาจจะจำได้ว่าความฝันวัยเด็กผมอยากเป็นอะไร) ในขณะที่คนรอบข้างเอามือปิดตากับฉากที่หวาดเสียวจนเกินทน ผมกับชื่นชมอย่างสุขใจ และคิดในใจตลอดเวลาว่า เอาอีกๆๆ!!!!!!

    มาเจอะลึกของรัก : จากการเก็บประสบการณ์ในโลกภาพยนตร์มาผมมีฉากสุดเสียง สุดสยองมาแนะนำให้คุณถึงที่แล้วครับ


    =================================================================



    เลือดพุ่ง แค่ขำ ๆ
    ฉากจากเรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984)
    ฉากนี้เป็นฉาก จากเรื่อง A nightmare on elm street เป็นฉากที่ใช่เลือดเทียมในการถ่ายทำมากที่สุด และมีพระเอกอย่าง Johnny Depp ซึ่งเป็นการ ซึ้งเป็นการแสดงหนังเรื่องแรกของเขาด้วย



    =================================================================



    ฟ้าสีดำกับเลือดสีแดง แสบไปถึงทรวง
    ฉากจากเรื่อง Sin City (2005)

    คำคืนอันมืดมิดแห่งเมือง Sin City เมื่อเหตุร้ายเข้าย่างกรายสาวขายบริการหน้าโหด พวกเธอไม่จำเป็นต้องเพิ่ง 191 หรือบริการที่ไหนทั้งนั้น เพราะพวกเธอสามารถดูแลกันเองได้อย่างดีเยี่ยม หากใครแยมเข้ามาอย่างไม่ถูกที่ถูกทางอาจมีชะตากรรมที่ไม่สวย ซึ่งหนังเรื่องนี้มีภาพที่เป็นขาว-ดำทั้งหมด เว้นแต่สีเหลืองมาสเมนโล่ และสีแดงสดเท่านั้น ที่สาดส่องอย่างใจกล้า



    =================================================================



    ไม่ต้องใช่เลือด ก็เสียวกันได้
    ฉากจากเรื่อง SAW II (2005)

    ฉากบ่อเข็มในเรื่อง SAW II เป็นฉากแรกที่ทำเอาผมเกือบเอามือขึ้นมาปิดตา เพราะทนความเสียวไม่ไหว แถมผมเองก็เป็นคนกลัวเข็มซะด้วย ฉากที่ Amanda ติ้งลงไปหากุญแจในบ่อที่เต็มไปด้วยเข็มฉีดยาจึงเป็นอะไรที่ทำผมเสียวไปทั่วทั้งรางกายเลยทีเดียว
    อันที่จริงที่ฉากจากเรื่อง SAW ก็สุดเสียวทั้งนั้นแหละครับ แต่ฉากบ่อเข็มฉีกยานี้แหละที่ถูกใจผมที่สุด

    =================================================================



    ความตายไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อย่ามาแซว
    ฉากจากเรื่อง Final Destination (2000)

    เมื่อ Alex ผู้ชายวัยรุ่นหน้าตาดี เห็นภาพนิมิตร่วงหน้าถึงเหตุการณ์เครื่องบินระเบิดอันน่าสะพรึง และหนีลงมาก่อนทำให้เพื่อน ๆ และคนอื่น ๆ ติดสอยห้อยตามลงมาด้วยกันถึง 7 คน และพวกเขาก็หารู้ไม่ว่าได้ทำสิ่งที่ท้าทายที่สุดสิ่งหนึ่งไปแล้วนั้นคือ... โกงความตาย แต่ความตายไม่ใช่เพื่อนเล่น ที่จะมาโกงกันได้ง่าย ๆ หรอกนะ ไม่เชื่อก็ดูเอา
    ฉากโกงความตายนั้นทำมาได้สุดยอดมากทั้งสองภาคครับ ทุกฉากถูกใจผมจริง ทุกฉากยกเว้นฉากในภาคที่สาม.....



    =================================================================



    เลือดก็แดง หน้าตาก็ดี เอ้า!
    ฉากจากเรื่อง Freddy VS Jason (2003)

    เมื่อฆาตกรป่าเดือนตายไม่เป็นงุ่มง่าม ถูกรุ่นพี่ในวงการหลอกใช้เพื่อเรียกชื่อเสียงกลับคืนมา มันจึงเกิดทั้งเลือดทั้งหนอง ปะปนกันอย่างเมามัน และศพวัยรุ่นหน้าตาดีอีกมากมายกายกองและนี่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น

    =================================================================



    ขอเต็ม ๆ หน้าเข้าเต็ม ๆ ปาก
    ฉากจากเรื่อง Haute Tension (2003)

    เพื่อนสาวสองคน หนีความวุ่นวายไปอ่านหนังสือเตรียมสอบที่บ้านนอก แต่ที่นั้นกลับมีมาฆาตกรโคตรโรคจิต หื่นกามรอคอยเธออยู่ มันจะหื่นแค่ไหน โหดแค่ไหน ดูฉากนี้เรียกน้ำย่อยไปก่อนนะครับ



    =================================================================



    “เพื่อมนุษย์ที่ข้ารัก”
    ฉากจากเรื่อง The Passion of the Christ (2004)

    เมื่อมนุษย์สร้างกรรมอย่างไม่ละเว้น พระเจ้าทรงไม่อยากเห็นมนุษย์ต้องรับใช้กรรม เพราะพระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ไม่ต่างจากลูกของพระองค์เอง ท่านจึงส่งพระเยซู คริสต์ ลงมาเพื่อทำหน้าที่ในสิ่งที่ควรจะเป็น นั้นคือนำคำสอนของพระเจ้ามาเผยแพร่ต่อชาวโลกผู้เขลา และจงรับชดใช้บาปกรรมแทนมนุษย์ทั้งโลก
    หนังเรื่องนี้ของเมล กิ๊บสัน สร้างออกมาได้สมจริงและสะเทือนอารมณ์อย่างที่สุด ดูได้จากตัวอย่างที่ผมนำมาถึงที่นี่ไงครับ



    =================================================================



    อันดับที่ 8 Harry Potter Books

    มันคือ : นวนิยาย สำหรับเด็กที่ผู้ใหญ่ทั่วโลกติดกันงอมแงม และก็เป็นหนังสือสำหรับเยาวชนที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ประพันธ์ โดย เจ.เค โรว์ลิ้ง

    ความโดดเด่น : ในนาทีแรกที่ผมได้ยินเกี่ยว กับนวนิยายแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเวทมนต์ และโรงเรียน นั้นมันก็เป็นอะไรที่โดดเด่นและดึงดูดมากสำหรับผม ไม่ว่าผมจะโตอายุแค่ไหน หรือผ่านเรื่องอะไรมามากมาย ความเป็นเด็กน้อยที่รักโลกแฟนซี โลกแห่งเวทย์มนต์นั้นไม่เคยจากหายไปใจผมเลย ซึ่งผมเชื่อว่าในใจทุกคนย่อมมีเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ซ่อนอยู่เหมือนกัน

    และเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ก็มีความโดดเด่นที่แรงกล้า เกี่ยวกับเวทมนต์โดยตรง โลกที่เต็มไปด้วยการใช้คาถา พ่อมดแม่มด สัตว์มีความคิด ต้นไม้มีความรู้สึก สิ่งของมีจิตใจ และอีกมากมาย ที่เป็นส่วนหนึ่งในความฝัน ของใครหลายคน แต่เป็นเพียงความโดดเด่นธรรมดาหากคุณมองแฮร์รี่ พอตเตอร์อย่างผิวเผิน เพราะเนื้อในของนวนิยายชุดนี้เป็นอะไรที่ลึกล้ำ และซ่อนเงื่อน ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สอดแทรกมากับความรัก ความจริงใจ และมิตรภาพ และการหักมุมอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งในขณะนี้ไม่เพียงแต่เด็กที่หลงใหลในโลกแห่งเวทมนต์ ดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องปกติแล้วทุกวันนี้ ทีจะเห็นผู้ใหญ่มากมาย เดินถือหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์



    ทำไมถึงรัก : ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก ๆ ผมใฝ่ฝัน ที่จะได้ใช้เวทมนต์ ได้เสกคาถา และคงวิเศษไม่น้อย ถ้าที่โรงเรียนจะมีการสอนเวทมนต์ และแล้วความฝันของผมก็เป็นจริงยิ่งกว่าจริง ทุกอย่างที่วาดฝันไว้ถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างดงามในโลกของแฮร์รี่ พอเตอร์
    ตั้งแต่เด็กน้อย ผมเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ และยิ่งตัวหนังสือติด ๆ กันไม่มีรูปภาพ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากสำหรับผม แต่แล้วผมเองก็เปลี่ยนนิสัยตัวเองเมื่อรู้จักกับหนังสือชุดนี้ หนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มแรกที่ผมอ่านจบคือ Harry Potter and the Chamber of Secrets ผมหามาอ่านหลังจากที่ได้ชมหนังภาคแรกจบ และประทับใจกับตัวเองมากที่อ่านหนังสือจำนวน 408 หน้าจบ เพราะว่าผมไม่เคยทำได้มาก่อนเลย




    จากนั้นก็รีบตามหาภาคต่อมาอ่านอย่างกระวนกระวายใจ จนตอนนี้ก็อ่านครบทั้ง 6 ภาคที่มีวางจำหน่ายออกมาทั้งสองภาษา ทุกเล่มของแฮร์รี่ พอตเตอร์ พาให้ผมรักหนังสือชุดนี้มากขึ้นไปทุกที ด้วยการที่มีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ซับซ้อน และยิ่งใหญ่ขึ้นไปทุกขณะ การเฉลยเนื้อเรื่องอย่างมีชั้นเชิง และน่าติดตาม และที่สำคัญคือการหักมุมอันสุดแสนจะบรรยาย ทุกหน้าของหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ ทำให้ผมสนุกสนานได้ไม่มีที่สิ้นสุด หลายครั้งที่อ่านจนถึงเช้า เพราะความอยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน ฉากต่อไปและต่อ ๆ ไป ต้องขอชมเจ.เค จากใจจริงในการวางเนื้อเรื่องได้หลอกล่อผู้อ่าน ถึงขั้นนี้ เหมือนเธอกำลังปั่นหัวผมอยู่ตลอดเวลาในโลกเวทมนต์ที่เธอเนรมิตขึ้นมา และขอบอกตรงนี้เลยว่าผมมีความสุขอย่างยิ่งที่โดนเธอคนนี้ปั่นหัวมาตลอด 7 ปีเต็ม ๆ ที่ผ่านมา
    ส่วนในด้านของกานำมาสร้างเป็นภาพยนตร์นั้น บอกตรง ๆ เลยว่าภาคที่ถูกใจผมที่สุดคือภาค3 Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ครับ ด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัวที่สุดคือภาคอื่นๆนั้น ตัดทอนเนื้อเรื่องจนหดสั้นเหมือนกระจู๋แมว ในภาคที่ 1 และ 2 นั้น ยังอยู่ในระดับ “พอรับได้” ครับ เพราะถึงจะตัดออกหลายส่วนแต่ยังรักษาแกนหลักไว้ไม่บิดพลิ้วมากเกินไป ไม่เหมือนกับภาคที่ 4 ที่เพิ่งผ่านสายตาคนทั้งโลกไป เป็นอะไรที่ขัดใจผมอย่างแรงครับ เพราะนอกจากจะตัดทอนเนื้อเรื่องกลายเป็นฉบับย่อที่น่าเกลียดแล้ว ยังปรับแต่งโอนย้ายนิสัยคาแรคเตอร์สำคัญ ๆ ในเรื่องจนหมดไม่เว้นแม้แต่ตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์เอง ซึ่งผมเองเคยวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนไว้แล้วในกระทู้ “แฮร์รี่ พอตเตอร์ 4 จืดสนิด” หากใครยังจำได้



    ย้อนกลับมาที่ภาค3 ที่ผมบอกว่าผมชอบที่สุดก็เพราะว่า Alfonso Cuaron จัดสรรโลกเวทย์มนต์ ได้ตรงตามกับแกนหลักของเรื่อง มากที่สุดในสายตาผม ถึงแม้การบันทอนเนื้อเรื่องมีมากก็จริง แต่เขาสามารถนำส่วนที่เหลือมาดัดแปลงตัดต่อและนำเสนอมาในรูปแบบ ที่วิเศษไม่น้อยไปกว่าในหนังสือเลย ยกตัวอย่างฉากที่ผมชอบ ๆ ก็เป็น ฉากแฮร์รี่ เตะโต๊ะในห้องนอนตามอารมณ์เด็กผู้ชายที่กำลังโตเป็นหนุ่ม ฉากที่ย้อนเวลาไปกับเพื่อนสาวเฮอร์ไมเออนี่ ซึ่งทำภาพย้อนเวลาได้ตรงกับความคิดของผมทุกประการ แล้วแถมยังมีเสียงนาฬิกา “ติ๊ก ตอกๆ” อยู่ตลอดเวลาด้วย ฉากคำพูดของดัมเบอร์ดอร์ทั้งตอนเปิดภาคเรียนและตอนช่วยเหลือนักเรียน ที่ในและหน้าห้องพยาบาล
    แต่ไม่ว่าหนังของซีรีย์ชุดนี้จะออกมารูปแบบใด มันก็เป็นอะไรที่จะเรียกเงินจากกระเป๋าตังค์ผมได้อยู่ดีนั้นแหละครับ

    มาเจอะลึกของรัก : หนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถูกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกในชื่อตอนว่า
    Harry Potter and the Philosopher's Stone (ฉบับภาษาอังกฤษ) ในวันที่ 26 มิถุนายน 1997 และทำปรากฏการณ์หนังสือเยาชนที่ขายดีที่สุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ถ้าผมจะเจาะให้ลึกผมคงไม่มานั่งบอกวันจำหน่ายของหนังสือหรอกครับ ผมขอเจาะประเด็นเล็ก น้อย ที่คุณมองอาจข้ามไปในหนังสือจะน่าสนใจกว่า

    =================================================================

    *บทความในส่วนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือครบทั้ง 6 เล่มแล้วเท่านั้นนะครับ*

    1.ว่าด้วยเรื่องอาวุธจอมมาร

    ในตอนที่หางนอนถูกจับที่เพิ่งโหยหวยในภาคที่สาม มีบทสนทนาดังนี้
    ซีเรียส แบล๊คพูดว่า “นายขาย ลิลลี่กับ เจมส์ ในให้โวลเดอร์มอร์ นายจะปฏิเสธไหม”
    “ซีเรียส ซีเรียส นายจะให้ฉันทำอย่างไง เจ้าแห่งศาสตร์มืด นายไม่รู้หรอก เขามีอาวุธที่นายนึกไม่ถึง ฉันกลัว ซีเรียส”
    อาวุธที่ว่านี้ถูกนำมาเป็นประเด็นในเล่มที่หกซึ่งแฮร์รี่ต้องหารู้ให้ได้ว่าอาวุธที่จอมมารใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมันคืออะไร และเขาก็สอบถามจากอาจารย์ ซลักฮอร์น ถึงสิ่งนั้นซึ่งก็คือฮอร์ครักซ์ เป็นเวทมนต์มืดขึ้นสูงซึ่งว่ากันว่าไม่เคยมีใครทำสำเร็จได้มาก่อน นั้นคือการแยกวิญาณของตนเองไว้เป็นหลายชิ้นส่วน และบรรจุไว้ใน สิ่งของชิ้นสำคัญ จากนั้นนำไปซ่อนในที่ห่างไกลและปลอดภัย สาเหตุที่จอมมารใฝ่ฝันจะทำเช่นนี้ก็เพราะว่า เขาไม่อยากตายหากวันนั้นต้องมาถึง เขาไม่อยากต้องไปเร่รอนเป็นผี เขาไม่อยากมีอะไรเป็นอุปสรรคในชีวิตของเขา เขาต้องการเป็นอมตะ!!!
    เข้าใจลึกซึ้งขนาดนี้แล้ว มาดูประโยคที่นางหนอนบอกไว้อีกทีว่า “เขามีอาวุธที่นายนึกไม่ถึง” ก็ใช่ซิครับ นึกไม่ถึงจริง ๆ แม้แต่ดับเบอร์ดอร์เองยังใช่เวลาหลายปีในการตามหาเลย.....

    =================================================================

    2. อยู่ที่คำสัญญา

    ในเล่มที่สี่ตอนนั่งรถไฟไปฮอกวอตส์ รอนพูดว่าคงจะดีถ้าแกล้งพลักมัลฟอย ตกหน้าผาแล้วทำเป็นอุบัติเหตุ” แต่เฮอร์ไมโอนี่ ตอบกลับมาว่า “เธอคงทำไม่ได้หรอก เพราะแม่เค้าน่ะรักเขาซะเหลือเกิน”
    บทสนทนานี้ทำให้ผมคิดได้ว่า เพราะแม่ของเดรโกรักเขามากจึงเอาแต่ใจจนเดรโกเป็นเด็กนิสัยเสียอย่างที่เห็น และหลังจากในเหตุการณ์เล่มที่ 5 จบลง จอมมารโกรธ ลูเซียส มัลฟอย มากที่ขโมยลูกแก้วคำทำนายมาไม่สำเร็จ เขาจึงสั่งคำสั่งใหม่ให้เดรโกโดยตรงซึ่งเป็นทั้ง การลงโทษแทนพ่อของเขา และเป็นทั้งการทดสอบตัวเดรโกเอง ซึ่งไม่มีใครรู้เลยว่าจอมมารสั่งให้เดรโกทำอะไร ยกเว้นเขาเพียงสองคนนั้น
    แม่ของมัลฟอยซึ่งรักลูกสุดดวงใจ รู้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่อันตรายแน่นอน และเธอไม่อยากให้ลูกต้องทำเผชิญหน้ากับภารกิจที่สั่งจากจอมมารโดยลำพัง เธอจึงไปขอร้องกับสเนป อาจารย์ที่เดรโกรักและเคารพมาโดยตลอด ซึ่งการขอร้องของเธอในครั้งนี้ไม่ใช่การขอร้องแบบปากเปล่า เป็นการขอร้องพร้อมกับทำ “ปฏิญาณไม่คืนคำ” ซึงนั้นหมายความว่าจะไม่มีทางผิดคำพูดได้เป็นอันขาด ไม่ว่าสัญญาอะไรไว้ คน ๆ นั้นต้องทำตามที่ให้คำสัญญาไว้ทุกอย่าง
    แม่ของเดรโกขอคำสัญญาว่า...
    “เซเวอร์รัส.. คุณจะอยู่ดูแลเดรโก ลูกชายของฉัน เมื่อเขาพยายามทำความปรารถนาจอมมารให้สัมฤทธิ์ผลหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    “แล้วคุณจะปกป้องเขาจนสุดความสามารถของคุณหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    “แล้วหากจำเป็นถ้าดูเหมือนเดรโกจะล้มเหลว... คุณจะดำเนินการต่อที่จอมมารสั่งให้เดรโกทำหรือไม่”
    “ผมจะทำ”
    สเนปตอบไปทั้งที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าจอมมารสั่งให้เดรโกทำอะไร....

    จอมมารสั่งให้เดรโกฆ่าดัมเบอร์ดอร์..............


    =================================================================

    3.สายตาที่เชื่อไม่ได้ หรือความจริงที่เรายังไม่ทราบ

    ตั้งแต่เล่มที่หนึ่งจนถึงเล่มห้า มีการเอ่ยถึงบ่อยครั้งถึงรถม้าที่ฮอกวอตส์ว่าสามารถวิ่งได้เองโดยที่ไม่มีอะไรลาก และทุกคนก็เชื่อแบบนั้นเพราะเท่าที่เห็นมันไม่มีอะไรลากจริง ๆ
    แต่ในเล่มที่ห้า ทุกคนก็เขาใจว่าแท้จริงแล้วมันมีตัว เธสตรอลลากอยู่ แต่คนที่จะมองเห็นมันได้จะต้องเป็นผู้ที่เคยเห็นความตายมาแล้วนั้น... แต่แฮร์รี่ก็เคยเห็นพ่อกับแม่เค้าตายมาต่อหน้าแล้วตอนอายุ หนึ่งขวบทำไมแฮร์รี่ถึงไม่สามารถมองเห็นไอตัวที่ว่านี้ได้ในตลอดเวลาที่ผ่านมา
    ในจุดนี้คิดได้สองประเด็นครับ
    ประเด็นที่หนึ่ง ตอนนั้นแฮร์รี่เป็นแค่เด็กอายุหนึ่งขวบเขายังไม่รู้ว่าความตายคืออะไร เขาไม่รับรู้ว่าพ่อแม่ของเขากำลังโดนฆ่า นั้นก็เหมือนกับเขายังไม่ได้เห็นความตาย เขาจึงมองไม่เห็นตัวเธสตรอล
    ประเด็นที่สอง สั้น ๆ ได้ใจความและสะเทือนอารมณ์มาก... ที่แฮร์รี่ มองไม่เห็นตัวเธสตรอล มาก่อนก็เพราะเขายังไม่เคยเห็นความตายมาก่อน ก็เพราะพ่อกับแม่ของเขายังไม่ตายน่ะซิ!!!! ไม่อยากจะคิดอะไรบ้า ๆ นะครับ แต่มันมีเหตุมีผล และเป็นที่รู้กันว่า เจ.เค จอมหักมุม



    =================================================================

    เจ.เค ยังได้ทิ้งปมและประเด็นต่อเนื้องเอาไว้อีกมากมาย ไว้โอกาสหน้าเวเฟอร์จะมาวิเคราะห์กันให้ถึงพริกถึงขิง เพื่อเป็นการต้อนรับหนังสือเล่มที่เจ็ดเล่มสุดท้าย Harry Potter and the Deathly Hollows ที่จะมาอยู่ในมือของคุณหลายคนเร็ว ๆ นี้นะครับ เตรีมรอการเฉลยเนื้อเรื่องส่วนสุดท้ายและการหักมุมขึ้นสูงไว้ได้เลย ครับทุกท่าน

    =================================================================




    อันดับที่ 7 Britney Spears

    เธอคือ : นักร้องหญิงผู้ที่ (เคย) ประสบความสำเร็จและโด่งดังที่สุดคนหนึ่งของโลก
    ความโดดเด่น : การที่จะมานั่งอธิบายความโดดเด่นของ บริทนีย์ สเปียรส์ ก็เหมือนเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่เป็นครั้งที่ร้อยครั้งที่พัน เพราะผมเชื่อว่า ทุกคนที่มีโทรทัศน์ทั้งโลกคงรู้กันว่าเธอมีความโดดเด่นในด้านไหน




    ทำไมถึงรัก : เมื่อครั้งแรกที่ผมเห็นแม่สาวตัวเล็กคนนี้เล่นลูกบาส กับฝูงชาย และสะบัดก้นโยกย้ายพร้อมตะเบ็งเสียง ออกมาว่า “oh baby baby, how was I supposed to know?” นั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตของผมที่ผมสนใจในเรื่องของเพลงสากล ในโลกฝั่งยุโรบ ในเรื่องของภาษาอังกฤษ ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเพลงนี้มันกล่าวถึงอะไร ผมไม่รู้ว่าเธอคนนี้โด่งดังแค่ไหน ผมจำได้ว่าผมชอบทำนองที่มันได้ใจและฟังกี่ครั้งไม่เบื่อ แต่ว่าที่สำคัญคือเพลงนี้ต่างหากเป็นจุดเริ่มต้นในผมฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษ คุณเองก็คงจะจำได้ใช่ไหมครับว่าเพลงสากลเพลงแรกที่คุณฝึกร้องคือเพลงอะไร และมันมีความทรงจำที่ดีแค่ไหนกับคุณ?



    จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไปผมเจอเธออีกครั้งในจอทีวีช่องห้าช่วงเช้า ๆ ของรายการ อี ฟอร์ ทีน (ถ้าจำไม่ผิด) เธอใส่ชุดสีแดงรัดรูป ผมยาวสลวย หน้าตาน่ารักและทำเสียงแอ๊บแบ๊วว่า “Oops, I did it again” ตอนนี้แหละครับที่ผมเริ่มสนใจ บริทนีย์ อย่างจริงจัง จนถึงขั้นเก็บเงินค่าขนมไปซื้อเทป แล้วนั่งฟัง นอนฟังเพลงของเธออย่างมีความสุข ผมจำได้ว่ามีหลายอย่างในชีวิตเกิดขึ้นในตอนนั้น ทั้งเรื่องเศร้าและเรื่องเครียดมากมาย และนักร้องผู้นี้แหละครับ ที่ช่วยทำให้ผมลืมเรื่องเศร้าและยิ้มฟังเพลงเธออย่างมีความสุข จากนั้นผมก็ตามเก็บผลงานเธอเรื่อยมา ทั้งติดตามข่าวสาร หนังสือ รูปภาพ ซีดี ดีวีดี และร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ บริทนีย์ จนถึงขั้นเคยไปขโมยรูปฟิวเจอร์บอร์ดโฆษณาแป๊ปซี่ ที่เป็นรูปบริทนีย์กำลังดูดขวดแป๊ปซี่ ขนาดเท่าตัวจริงมาไว้ที่บ้าน!!! (เป็นการกระทำที่ผิดและไม่ควรทำตามอย่างยิ่งเลยครับ) ทุกวันนี้ผมยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะทำอะไรที่บ้าคลั่งได้ขนาดนั้น และผมก็ระลึกอยู่เสมอว่าตัวผมเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ถูกจับเข้าตารางไป เพราะหากเป็นอย่างนั้น ผมเองคงไม่ได้มานั่งเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังกันหรอกครับ...



    กลับมาที่เรื่องบริทนีย์ ตัวผมเองมีของสะสมมากมายเกี่ยวกับเธอ เธอเปรียบเสมือนผู้ที่ให้ความสุขกับผมอย่างล้นหลาม และเหมือนเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยมีเลย ถึงแม้จะมีข่าวด้านลบเกิดขึ้นมากมายกับตัวเธอ นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความชอบเธอลดน้อยลงแต่อย่างใด ผมคิดว่าในเรื่องชีวิตส่วนตัวคนเราย่อมเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่เราควรทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และในฐานะนักร้องและ เอนเตอร์เทนเนอร์ ผมคิดว่าบริทย์ สเปียรส์ทำหน้าที่ของเธอได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดของโลกคนหนึ่งเลยครับ

    มาเจอะลึกของรัก : เนื่องด้วยตัวผมเองก็ไม่เคยวิจารณ์เพลง และไม่คิดจะอาจเอื้อมด้วยครับ จึงขอเป็นกล่าวถึงเพลงของบริทนีย์ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษและความรู้สึกส่วนตัวดีกว่าครับ


    =================================================================



    Lucky น้ำตาไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย

    ผมจำได้ว่าเพลงนี้มีมิวสิควีดีโอ ที่ถูกใจผมมาก กล่าวถึงดาราชื่อ ลัคกี๊ เธอมีทุกอย่างเพียบพร้อมแต่นั้นก็ไม่ได้ทดแทนความเหงาในใจเธอได้เลย หลังจากงานรับรางวัลอันยิ่งใหญ่ เธอก็ต้องมานอนร้องให้อย่าสลดใจไม่ต่างกับคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสะท้อนชีวิตของบริทนีย์เองด้วยกระมังว่าถึงเธอจะมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน เธอก็ยังต้องการทุกอย่างเหมือนเด็กหญิงสาวทั่ว ๆ ไปนั้นแหละ




    เพลงนี้มีดนตรีที่น่ารัก และทำนองที่ซ้ำกันแทบทั้งเพลง แต่โชคดีที่ว่ามีท่อนฮุกที่ติดหู และติดปากที่ว่า “but she cry, cry, cries in her lonely heart , thinking” ผมว่าเป็นท่อนที่ที่สำคัญที่สุดของเพลงเลยทีเดียว และที่โดนใจก็คือการที่เน้นคำว่า cry นี่แหละครับ มันได้ทั้งความไพเราะ และการสื่อความหมาย เพลงนี้จึงเป็นเพลงที่ผมโปรดปานและฟังมามากกว่าพันครั้งมาแล้วในชีวิตแล้วครับผมมั่นใจ

    =================================================================




    I’m a slave 4 you เมื่อของมันเกิดร้อน

    ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ผมก็รู้สึกถึงการพัฒนาเพลงของเธอเลยครับ ว่าเพลงหากินของเธอไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงกระโดดหนังยาง กิง ก่อง แก้ว เสมอไป เพราะเพลงนี้ใช้ลูกเล่นเสียงเล็ก เสียงน้อยเธอได้อย่างเป็นประโยชน์ ท่อนไหนที่เสียงเธอจะเพี้ยนไปก็เอา เสียงคอรัสมาช่วยกลบซะ ถือเป็นการทำงานที่รอบคอบจริง ๆ แล้วยิ่งที่ที่บริทนีย์ กึ่งร้องกึ่งพูดในตอนแรกนั้นผมว่ามันเป็นอะไรที่เซ็กซี่มากเลยครับ รวมกับองค์ประกอบในมิวสิควีดีโอเพลงนี้แล้ว ทำให้มันเป็นภาพที่ผมดูกี่รอบก็ไม่เบื่อ การที่เห็นแสงแดดที่ส้มส่องบ่นเรื่องร่างของเธอที่ชุ่มเหงื่อ พร้อมสะบัดผมไปมาซ้ายเข้ากับจังหวะ “ha, ha, ha, ha” และท่าเต้นที่พร้อมเพรียงกัน ทุกอย่างเรียกได้ว่าถูกใจผมไปหมดเลยครับ และถึงเพลงนี้จะมีเวอร์ชั่นรีมิกซ์ตามมาเป็นกระบุงแต่ผมคิดว่า ไม่เซ็กซี่เท่าเวอร์ชั่นดั้งเดิมเลยซักอัน





    =================================================================



    Toxic ทั้งเปรี้ยว ทั้งแสบจัดจ้าน ถูกใจยิ่งนัก

    เมื่อกระแสฮิพฮอพ เข้าแทรกแซงบิลบอร์ด ทุกหนทุกแห่งต้องมีแรพโย่เข้ามาแจม ทุกเพลงทุกอัลบั้มต้องหานักร้องผิวดำมาร้องคู่กันให้ควัก เพราะมันเหมือนเป็นธรรมเนียมใหม่บนชาร์ตเพลงว่า ถ้าไม่แรพโย่ ๆ มาเอี่ยวก็ไม่ต้องมาใต่อันดับต้น ๆ เลย และเป็นช่วงที่บริทนีย์ของผมไม่มีเพลงติดอันดับต้น ๆ มานานพอตัว แต่แล้วเมื่อผมได้ฟังเพลง Toxic ครั้งแรกผมรู้สึกได้ถึงความเปรี้ยว ความแสบในเพลงนี้ แถมกับมิวสิคที่จัดจ้าน ชนิดที่ว่าต้องชมเป็นเสียงเดียวกันเลย ว่าเธอคือเอนเตอร์เนอร์ที่ดีจริง ๆ และในเพลง Toxic บริทนีย์ ยังต้อง เพิ่มทั้งเสียงสูงและเสียงสูงมาก ตรงท่อน “too high can’t come down” ตัดกับดนตรีที่มีลูกเล่นลูกชน เหมือนนั่งรถไฟเหาะเลย มีทั้งช่วงมันสุด ๆ ช่วงก่อนจะดิ่งลง และช่วงที่สายไปมาอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความสวยงามทั้งหลายก็พาเพลงนี้ไปติดอันดับต้น ๆ เทียบเคียงเพลงแรพโย่ทั้งหลายอย่างภาคภูมิใจ พร้อมได้แกรมมี่ไปนอนกอดอีกหนึ่งตัวใน รางวัลเพลงเต้นยอดเยี่ยม




    =================================================================



    Overprotected เพลงตามแบบฉบับที่ขายได้ไม่เบื่อ

    เพลงนี้เป็นอะไรที่แนว บริทนีย์ มาก ๆ ครับ จะเรียกได้ว่าเป็นน้องสาวคนเล็กของเพลง crazy และ stronger ก็ไม่ผิด ทั้งการใส่ท่อนฮุก รูปแบการใส่ท่อนฮุกซ้ำไล่ติด ๆ กันในช่วงท้ายและที่เด่นชัดคือแนวการร้องที่เหมือนกันแบบคำต่อคำเลย แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นอะไรที่ถูกใจแฟน ๆ อย่างช่วยไม่ได้
    ในอัลบั้มเหมือนใส่เพลงนี้เป็นตัวกันล้ม เพราะถ้าหากแฟนไม่ถูกใจกับซิงเกิ้ล I’m a slave 4 U ก่อนหน้านี้ ก็ยังมี overprotected รองรับไว้อย่างน่าเอ็นดู ส่วนตัวผมนั้นชอบเพลงนี้ ตรงที่บริทนีย์ ผลัดกันร้องกับคอรัสอย่างสนุกสนาน และการทำเสียงกระซิบที่ข้าง ๆ หูว่า “ I.. need.. time..” ต่อด้วยการร้องเร็ว ๆ ‘I dont need nobody telling me just what i wanna What what what I'm gonna’ ผมฟังกี่ครั้งก็สนุกทุกครั้งล่ะครับ



    =================================================================



    Breathe on me อารมณ์บังเกิดได้ เพียงแค่......

    ตั้งแต่ฟังเพลงมาทั้งชีวิต ผมไม่เคยรู้สึกว่าเพลงไหนฟังแล้วมันได้อารมณ์... เท่าเพลงนี้เลย ตั้งแต่เสียงลมหายใจเบา ๆ คลอมากับดนตรีในช่วงแรก และการร้องกึ่งพูดกึ่งกระซิบของบริทนี่ย์ บวกกับเนื้อเพลงที่มีความหมายไม่ลามกแต่เร่าร้อน ตั้งแต่ลมหายใจไปถึงกระดูดซี่โครง ...

    Oh it's so hot and I need some air
    And boy, don't stop cause I'm halfway there
    Its not complicated, we're just syncopated
    We can read each others minds

    ทุกคำเรียกอารมณ์เวเฟอร์ได้ดีจริงๆ ครับ




    เอาเป็นว่าขอเอ่ยถึงเพลงโปรดแค่นี้ก่อนละกันครับ แค่อยากบอกไว้ว่าเพลงของบริทนีย์ ผมชอบทุกเพลงล่ะครับและฟังได้ไม่เคยเบื่อด้วย เสียงเพลงของเธอเหมือนซี้ผมเลยคนหนึ่งก็ว่าได้ เพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกันและพร้อมจะอยู่ข้างหูผมทุกครั้งที่ผมต้องการ

    =================================================================

    อันดับที่ 6 หักมุม!!

    มันคือ : การหักมุม คือการพบเจอสิ่งใด ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกินการคาดเดา คิดไม่ถึง และตรงกันข้ามกับความนึกคิดที่ผ่านของคุณ และมันก็นำมาซึ่งความเซอร์ไพรซ์อย่างแน่นอน
    ความโดดเด่น : การหักมุมนั้น เกิดขึ้นในโลกบันเทิงหลาย ๆ แขนง ทั้ง หนังสือ วีดีโอเกม ละคร และที่สำคัญสำหรับผมคือในโลกแห่งภาพยนตร์ ในโลกแห่งภาพยนตร์นั้น การหักมุมถูกใช้มาเนินนาน และเป็นนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องด้วยผู้คนมากมาย เบื่อหน่ายกับหนังซ้ำซากจำเจ ที่สามารถเดาเนื้อเรื่องได้ตลอดทาง ตั้งแต่นั่งไปดูไปเพียง 5-10 นาที ผู้คนเหล่านั้นซึ่งรวมถึงผมด้วย ต้องการอะไรที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำซาก แหวกแนว และไม่สามารถคาดเดาได้ สิ่งนั้นก็คือหนังหักมุม หนังที่สามารถพลิกผันความเข้าใจคนดูได้ ทำให้คนดูตาโตอ้าปากเซอร์ไพรซ์ได้ ก็สามารถเรียกมันว่าหนังหักมุมได้แล้ว อยู่ที่ว่าจะใช้การหักมุมในรูปแบบไหน หรือมากน้อยเพียงใด ซึ่งนั้นคือความความโดดเด่นของหนังหักมุม

    ทำไมถึงรัก : ครั้งแรกที่ผมรู้สึกชอบการหักมุมก็คือ ตอนที่ได้ชมฉากหักมุมที่สุดตลอดการที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ฉากที่ ดาร์ท เวเดอร์ ประกาศต่อหน้าลุคว่า “I AM YOUR FATHER” นั้นเอง ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงจริง ๆ และหนังก็จงใจวางพล๊อตมาอยู่แล้ว ที่จะทำให้คนดูยกมือปิดปากพร้อมๆ กัน!! จากนั้น ไม่ว่าหนังเรื่องใดมีการหักมุม มีการเซอร์ไพร์คนดู ไม่ว่าจะเป้นที่ตัวพล๊อตเรื่องหรือบทตัวละคร หรืออะไรก็ตาม ผมก็จะตามหามาเพื่อที่จะริ้มรสการหักมุมของมันอย่างมีความสุข และไล่ล่าเก็บประการณ์หักมุมในทุกรูปแบบ อย่างมีความสุขครับ

    มาเจอะลึกของรัก : หนังหักมุมที่โดดเด่นมีมากมาย และใช้ลูกเล่นสารพัด จากการออกตามล่าการหักมุมทั่วราชอาณาจักผมจะ รวบรวมเจอะลึกและเรียบเรียงตามดังต่อไปนี้เลยครับ

    =================================================================



    หักมุมขั้นพื้นฐานที่ 1 “ฉันไม่ทันคิดเอง หรือมันไม่บอกฉัน”
    Wildthing 1998

    เกรินเพิ่มความน่าดู :ว่าด้วยเงินจำนวนก้อนโต ในกลุ่มคนโลภมากทั้งหลายที่โกหก ตอแหล และทำทุกอย่างได้อย่างหน้าด้าน ๆ เพียงเพราะหวังในเงินก้อนนั้น จากการวางแผนขั้นเล็ก ๆ จนเมื่อความโลภครอบงำมากขึ้นจนเกิดเป็นแผนซ้อนแผนซ้อนแผน และไม่สามารถเดาได้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด!!!!
    แถม : หนังเรื่องนี้มีภาคต่อที่เทียบเคียงกันออกมา อีกสองภาค ซึ่งไม่สามารถสู้ภาคแรกได้แม้แต่ปลายก้อย

    =================================================================



    หักมุมขั้นพื้นฐานที่ 2 “สิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ไม่จำเป็นเป็นจริงเสมอไป”
    Psycho 1960

    เกรินเพิ่มความน่าดู :เด็กหนุ่มผู้ที่รักแม่และดูแล อย่างสม่ำเสมอไม่เคยทิ้งกันไปไหน จนเริ่มพากันหลอนทั้งคู่ จนมีปากเสียงกันประจำ และคือหนึ่งเมื่อหญิงสาวหน้าเลือดลักลอบเงินสด หนีไปพักที่โมเทล ของสองแม่ลูก จนกระทั้งเรื่องไม่ดีงานบังเกิดขึ้น แต่นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบหาความจริงซึ่งจะนำไปสู่ความจริง ที่หักมุม คนทั้งโลกมาแล้ว

    แถม: หนังเรื่องนี้ถูกนำมารีเมคหลายรอบ พอตัว และทุกครั้งก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า จะสร้างมาเพื่ออะไร? ในเมื่อก็น่าจะรู้ว่าสู้ภาคต้นฉบับไม่ได้อยู่แล้ว




    The village 2004
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :หมู่บ้านอันเงียบสงบใน ไร้ไฟฟ้า แสงสีและความเจริญในทุกรูปแบบบันเทิง ทุกคนอยู่อย่างเป็นสุขภายใต้การดูแลของผู้นำหมู่บ้าน แต่ทว่าสิ่งที่อาศัยอยู่ในป่าโดยหมู่บ้านนั้น ช่างเป็นอะไรที่ลี้ลับและน่ากลัวอย่างยิ่ง ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงมัน ไม่มีใครกล้ายุ่งกับมัน ไม่มีใครกล้าต่อกรกับมัน จนกระทั้ง สาวน้อยไอวี่ต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านเพื่อไปเอายามารักษาแฟนหนุ่มที่รัก และพาคนดูไปพบกับความจริง ที่สิ่งที่เห็นนั้นมันตรงข้ามกับความแค่ไหน แต่ตัวเธอกลับไม่รับรู้อะไรในเรื่องเหล่านั้นเลย ?!?!

    แถม: ผู้คนทั่วทั้งโลกต่างประณามหนังเรื่องนี้เป็นหนังยอดแย่ประจำปี และไร้สาระมาก แต่สำหรับเวเฟอร์แล้ว ด้วยการหักมุมเพียงเท่านั้น ผมก็มีความสุขกับมันได้ละครับ

    =================================================================



    หักมุมขั้นปลานกลางที่ 1 “ผิดที่คุณ... ที่คิดไปเอง......”
    Sixth sense 1999

    เกรินเพิ่มความน่าดู :เด็กน้อยที่มีปัญหาเก็บตัว คุณพ่อเสีย และไม่สุงสิงกับใคร จนต้องลำบากไปถึงคุณหมอฝีมือดีเข้ามารักษา และยิ่งรักษาเด็กคนนี้เข้าไปเท่าไหร่ คุณหมอก็รู้สึกว่าเข้านั้นห่างเหินกับภรรยาเค้ามากขึ้นทุกวัน แต่เขาไม่มีทางเลือก เพราะการช่วยเหลือเด็กคนนี้อาจจะเป็นวิธีเดียวที่เขาจะไถ่โทษที่เขาเคยพลาดไว้ในวันก่อนได้ แต่ที่จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องการความช่วยเหลือ ????.....




    The other 2001
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :เกรซคือคุณแม่ลูกสองผู้ดูแลบ้านหลังโตซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และเธอได้รับคนรับใช้เขามาอีกสามคนเพื่อมาแทนคนรับใช่ชุดเก่าที่หายไปแบบไร้ร่องรอย โดยที่ไม่เอาเงินเดือน จากนั้น ทุกอย่างในบ้านก็เข้าสู้ความหลอน ลูก ๆ ของเธอเริ่มเห็นสิ่งที่อยู่มิติตรงข้ามกับพวกเขา ชาติภพที่เป็นเหมือนเส้นคู่ขนาด ซึ่งมันได้ซ้อนทับกันแล้ว ณ ที่บ้านหลังนี้ ภพของคนเป็นและคนตาย ส่วนพวกคนใช้ก็เริ่มมีลับลมคมใน จนคุณแม่เกรซเริ่มทนไม่ได้ และจัดการกับสิ่งทั้งหลายด้วยตัวเธอเองจนเมื่อเธอได้รู้ความจริงทั้งหมดว่าที่จริงสิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ......

    แถม: หนังเรื่องนี้จัดอยู่ในการหักมุมที่แรงมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลย

    =================================================================




    หักมุมขั้นปลานกลางที่ 2 “ยังเห็นไม่ครบ อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
    SAW I, II, III
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    :(อีกแล้วที่กระทู้ผมเอ่ยถึงเรื่องนี้) เมื่อผู้คนไม่เห็นคุณค่าของชีวิต ไม่รู้จักใช้ชีวิต ให้สมกับทีได้มันมา เขาเหล่านั้นจึงถึงเวลาที่จะถูกทดสอบถึงเนื้อหนังที่แท้จริงภายในว่า เขาคู่ควรหรือเปล่ากับชีวิตที่ตนเองมีอยู่ หากไม่ผ่านการทดสอบ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแค่คืนสิ่งนั้นไปเท่านั้น ชีวิตของคุณ
    ฆาตกรที่ถูกขนานนามว่า จิ๊กซอว์ ผู้นี้มีไอเดียสุดบรรเจิดในการทดสอบเนื้อหนังที่แท้จริงของมนุษย์ และแต่ละเกมทดสอบของเขาก็ถูกใจหลายคนไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญคือหนังเรื่องนี้มีการเล่าที่ไม่เรียงลำดับก่อนหน้าโดยตรง เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ที่ไม่จำเป็นว่าจะต้องต่อไล่ไปทีละชิ้น จิ๊กซอว์นั้นจะซุ่มขึ้นมาแบบไม่ลำดับว่าชิ้นใดคือชิ้นต่อไป จนกระทั้งต่อครบสำเร็จจึงจะเห็นเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งหากคุณมองภาพที่มันยังต่อไม่ครบ มันอาจทำให้คุณเข้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับความจริง!!!!

    แถม : SAW ภาคที่ 4 จะลงโรงประมาณเดือนตุลาคมปีนี้ ซึ่งนั้นหมายความว่า มันยังมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ที่ยังไม่ได้นำมาต่ออีก ฉะนั้นอย่าเพิ่งปักเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น มันอาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น



    The primal fear 1996
    เกรินเพิ่มความน่าดู :นักวัดหน้าใสถูกกล่าวหาว่า ฆาตกรรมเจ้าอาวาสด้วยวิธีสุดโหดคือการเฉือน ชำแหละ ควักลูกตาและตัดอวัยวะเพศ หลักฐานทุกอย่างชิ้นชี้นำว่าเขาคือผู้ทำ แต่ด้วยใบหน้าที่(หล่อ)ใสซื่อ และจริงใจ จนทำให้ทนายชื่อดังของเมื่อมาว่าความให้ จนทำให้ความหวังในการเป็นอิสระของเขามีความหวังขึ้นมาทีละนิด แต่คำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนทำ แต่มันอยู่ที่ว่า คุณน่ะเชื่อใคร???

    =================================================================





    หักมุมขั้นสูงที่ 1 “เมื่อสิ่งที่เห็นทั้งหมดล้วนหลอกหลวง และเชื่อไม่ได้”
    Identity 2003
    เกรินเพิ่มความน่าดู
    : ผู้คนหน้าตาแตกต่างทั้ง 10 คนจับพลัดจับพลู ติดพายุต้องมาพักที่โมเตลกันดาลแห่งหนึ่ง และเรื่องเริ่มน่ากลัวเมื่อมีคนทยอยตายไปทีละคน จนกระทั้งผู้ที่เหลือรอดหวาดกลัวสุดขีด และหาทางหลบหนี แต่นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดล้วน ถูกซ้อนทับไปด้วยการหักมุม มากมาย จนทำให้หนังเรื่องนี้ติดอันดับตน ๆ ของหนังเข้าใจยากจริง ๆ แต่หากคุณเข้าใจเนื้อเรื่องอย่างถ่องแท้แล้ว คุณอาจจะรู้ว่า หนังเรื่องนี้ฉลาดในการหลอกล่อคนดูมากแค่ไหน

    =================================================================



    หักมุมขั้นสูงที่สอง 2 “หักมุมเพียงน้อยนิด แต่ทรงพลังและตราตรึงใจ”
    Pan’s Labyrinth 2006

    เกรินเพิ่มความน่าดู :ผมเพิ่งจะเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ไปได้ไม่นานนี้เอง แต่ด้วยความบังเอิญที่มันเกี่ยวข้องกัน จึงทำให้ผมต้องกล่าวถึงมันอีกครั้ง ในฐานะหนังที่มีการหักมุม อันทรงพลังและตรึงใจที่สุดเรื่องหนึ่ง
    การหักมุมในเรื่องนี้ หลาย ๆ คนอาจมองไม่เห็นด้วยซ้ำ หรือง่ายที่จะมองข้ามมันไป เพราะมันไม่ได้เล่าถึงการหักมุมอย่างโจ่งแจ้ง แต่เพียงการเล่าผ่านสายตาของตัวละคร ซึ่งคุณจะต้องนำไปคิดอีกทีหนึ่งว่าคุณเลือกที่จะมองมันในรูปแบบไหน หากคุณไม่คิดว่ามันเป็นการหักเหความคิดใด ๆ นั้นก็เป็นความสนุกในรูปแบบหนึ่ง แต่หากลองคิดอีกแง่มุมหนึ่งว่าหากหนังทำภาพออกมาแบบนี้ เขาต้องการที่จะสื่ออะไรกับคนดูกันแน่? การที่จะลิ้มรสชาติการหักมุมอันมีชั้นเชิงจะต้องอาศัยการติดตามของคุณบวกเข้าไปด้วย ไม่อย่างงั้นคุณอาจเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์โดยที่ไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่คนอื่นที่คิดตามและจับประเด็น ๆ เล็กน้อย ๆ จะคุ้มค่ากับหนังเรื่องนั้น ๆ ได้ทุกบาททุกสตางค์ และเรื่อง Pan’s Labyrinth จัดอยู่ในการหักมุมที่มีชั้นเชิง และรองรับกับเนื้อเรื่องทั้งหมดได้อย่างลงตัว

    แถม : ถ้าหนังจบแล้วคุณไม่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้หักมุม ในกรณีนี้คุณก็โทษใครไม่ได้นะครับ คุณโง่เองครับ

    =================================================================

    นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งนะครับ ยังมีหนังหักมุมอีกมากมายที่ผมอยากจะนำมาแนะนำกัน แต่มันจะหักมุมในรูปแบบใด หรือมากน้อยแค่นั้น มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวคุณแหละครับ ว่าคุณนั้น ใส่ใจกับเนื้อเรื่องและรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน
    และใครมีหนังหักมุมน่าสนใจแนะนำได้นะครับ เวเฟอร์ยังกระหายที่จะพบเจอการหักมุมทุก ๆ ระดับไม่เสือมคลาย

    =================================================================

    อ่า ฮะ เป็นไงครับ อ่านกันสนุกเลยหรือปล่าว มาถึงอันดับที่ห้ากันแล้ว

    ตรงนี้เวเฟอร์ขออณุญาติทำนิสัยไม่ดีนะครับ ขอทำนิสัยแบบหนังละครบ้านเรานิดหนึง

    คือ.. ติดตาม TOP 5 "ห้าอันดับของรักที่สุดในโลกบันเทิงของเวเฟอร์" ในตอนต่อไปเร็ว ๆ นี้ครับ

    *** แล้วคุณล่ะครับ... ของรักในโลกบันเทิงของคุณคืออะไร ?? ***

     

     

    =================================================================
     

     

    April 18

    Pan’s Labyrinth : สู่จิตนาการอันโหดร้ายและงดงาม

    คำเตือน: หนังเรื่องนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกประเภท โปรดใช้วิจารณญาณในการรับอ่านรับชม



    There will be sights that mark her return.

    มันจะมีสัญญาณ จารึกการหวนคืน

    There will be secrets that reveal her destiny.

    ความลี้ลับจะตื่น เพื่อชี้นำโชคชะตา

    There will be a journey that will make you believe.

    และการเดินทางเสาะหา... ที่จะทำให้ใจคุณ “เชื่อ”



    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~


    In darkness, there can be light.

    ณ ความมืดหม่น ยังอาจมีแสง

    In misery, there can be beauty.

    ณ ความทุกข์ทน ยังอาจมีสิ่งสวย

    In death, there can be life.

    ณ ความมอดมวย ยังอาจมี ชีวา....


    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~



    นำเรื่อง : ข้อความที่คุณเพิ่งอ่านจบไปด้านบนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำโปรยที่อยู่ในตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Pan's Labyrinth หนังภาษาสเปนที่เขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับชาวเม็กซิโก นามว่า Guillermo del Toro ซึ่งชื่อเรื่องในภาษาเม็กซิโกก็คือ El laberinto del fauno
    หนังเรื่องนี้เป็นการผสมผสานกันของแนว สงครามดราม่า ลึกลับระทึกขวัญ และจินตนาการแฟนซีอันลึกล้ำ ซึ่งหนังเรื่องนี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตการชมภาพยนตร์ของผมคนนี้ครับ...
    เหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองอันโหดร้ายที่สเปนในปี 1944 เมื่อผู้มีอำนาจ มีกำลังใฝ่หาการปกครองรูปแบบเผด็จการแสนโฉด กลุ่มคนรักเสรีอิสระอันน้อยนิดจึงต้องระเห็จระเหหลบซ่อน ซุ่มโจมตี และต่อกรกับผู้มีอำนาจบ้าพลัง โดยอาศัยหอกข้างแคร่ และกลวิธีชาวบ้าน โดยหวังอย่างสุดใจว่าซักวันหนึ่งจะปราบพวกโหดร้ายให้สิ้นซาก ถึงแม้ว่าความหวังมันช่างลิบหรี่เหมือนปลายเชิงเทียนก็ตาม



    เด็กสาวน้อยนาม โอฟีเลีย ผู้ที่ปักใจเชื่อในเทพนิยายอย่างฝังใจตามประสาเด็ก จำเป็นต้องมาอยู่ท่ามกลางสงครามที่เธอไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย เพราะแม่เธอคือคนที่อุ้มครรภ์บุตรชายผู้มีความสำคัญยิ่ง ของกองทัพ บุตรชายของนายพลวีดอล ผู้ทรงเกียตริ เที่ยงตรงและมีอำนาจแสนโหดร้าย



    โอฟีเลีย ถึงแม้จะมาในฐานะไม่ต่างกับองค์หญิงและมีบริวารรับใช้อย่างเพียบพร้อม แต่นั้นไม่ได้ช่วยทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลยที่ต้องมาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงและโหดร้าย แต่ทว่าตัวเธอก็หารู้ไม่ว่าในการเดินทางครั้งนี้ เธอกำลังจะได้พบกับสิ่งที่เป็นตำนานยิ่งใหญ่และ เกินกว่าจินตนาการของผู้ใดจะคาดได้ เธอจะได้พบกับความจริงว่าที่แท้แล้ว เธอคือองค์หญิงแห่งดินแดนใต้พิภพ ดินแดนแห่งความสุข ไร้ซึ่งความเจ็บทุกข์ใด ๆ ทั้งสิ้น ดินแดนที่เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามดุจดัง ในเทพนิยายทุกๆเรื่องบนโลกใบนี้



    ตามตำนานเล่าไว้ว่า องค์หญิงแห่งคิดแดนนี้ได้หลบหนีขึ้นมาบนโลกมนุษย์และหายสาบสูญไป นานแสนนาน และเธอจะกลับมาในร่างใหม่ ซึ่งนั้นจะเป็นใคร ทุกคนน่าจะทราบดี...

    ข้อดีข้อเด่น : นับจากวินาทีแรกที่จอภาพยนตร์ปรากฏภาพขึ้นมา ผมเอกก็ถูกดึงเข้าสู่ภวังค์แห่งความกดดัน ตรึงเครียด และภาพอันทารุณของสงครามที่รุนแรงและร้ายกาจ ถูกถ่ายทอดมาในการเล่าและแสดงออกที่สมจริง สมจังจนน่าขนลุก และเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 10 นาที หนังเรื่องนี้กระสิบบอกผมเป็นนัย ๆ ตลอดเวลาว่า คุณกำลังจะพบกับสิ่งที่วิเศษที่สุดสิ่งหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ที่คุณเคยได้สัมผัสมา...



    สลับจากเหตุการณ์ในสงครามอันโหดร้ายทารุณ คือความเป็นแฟนซีที่ดุเดือดและทำเอาคนดูอกสั่นขวัญแขวนไม่แพ้กันทีเดียว ว่าด้วยเรื่องราวที่ โอฟีเลียจะต้องปฏิบัติภารกิจ ทั้งสามชิ้นให้สำเร็จลุร่วงก่อนที่พระจันทร์จะเต็มดวง เพื่อพิสูจน์ว่าเธอคือองค์หญิงโดยแท้ (ช่างเป็นข้อตกลงตามแบบฉบับเทพนิยายจนน่าสงสัย) และในการพิสูจน์ตัวตนของเธอแต่ละครั้งนั้น มันจะสร้างความหรรษาอันโหดร้าย ที่คุณไม่เคยได้รับจากภาพยนตร์เรื่องใดมาก่อนเลย



    หนังกดอารมณ์คนดูได้อย่างต่อเนื้อทั้งในเหตุการณ์สงครามอันมีชั้นเชิง และแฟนซีสุดโหดร้าย ซึ่งเมื่อถึงจุดที่มันถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน แล้วผลที่ได้คือความวิจิตรทางภาพยนตร์ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอย่างเต็มปากครับ



    การที่หนังสามารถจับชนวนของเชือกสองเส้นที่อยู่ห่างกันมาตลอดให้มาบรรจบเป็นปมเดียวกันนั้นได้ ต้องถือว่าทีมสร้างมีฝีมือและไอเดียที่วิเศษทีเดียวครับ ทุกรายละเอียดของการสร้างสรรค์ ถูกบรรจงตกแต่งและใส่ใจอย่างถี่ถ้วน ทั้งในด้านของรูปธรรม และนามธรรม ไล่ไปตั้งแต่ ฉาก องค์ประกอบ เครื่องมือทุกชิ้น บทสนทนาทุกประโยคทุกคำ การแสดงที่น่าเชิดชูทั้งนักแสดงในโลกสงครามทารุณ และจากโลกแฟนซีทุกตน ที่มีเอกลักษณ์ในติดตาตรึงใจ สอดแทรกไปอยู่ในความคิดของใครหลายคนอีกนานเท่านาน และ ดนตรีประกอบที่สร้างอารมณ์ให้ได้ครบทุกโทนไล่ไปตามอารมณ์ของเนื้อเรื่อง เรียกอารมณ์เพิ่มขึ้นไปในทุกความกดดัน คับขัน ช่วยสร้างบรรยากาศให้กับตัวหนังประดุจมีเวทย์มนต์จริงๆ ทั้งหมดถูกจัดวางไว้ให้ถูกจุด ถูกประเด็น ฉุดอารมณ์คนดูให้ลื่นไหลไปตามกับท้องเรื่องจนไม่มีเวลามานั่งหาข้อบกพร่องกันเลยทีเดียว

    ในเรื่องของการแสดง Ivana Baquero ผู้รับบทหญิงสาว โอฟีเลีย ถือว่าทำได้น่าพอใจครับ ไม่มีจุดไหนหรือฉากไหน ทำผมหงุดหงิดได้เลย ส่วนด้าน Maribel Verdu รับบท Mercedes เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ค่อนข้างสำคัญและเธอก็ทำหน้าทีของเธอได้อย่างน่ายกย่อง การแสดงของเธอมีฝีมือมากขึ้นกว่าเรื่อง Y tu mama tambien อย่างก้าวกระโดดซึ่งการแสดงสุดวิเศษของเธอนี้ก็ช่วยเพิ่มอารมณ์และความสมจริงให้ตัวหนังไปอีกหนึ่งมิติ จะว่าไปแล้วตัวละครนี้เป็นตัวละครที่ผมชอบและยกย่องมากที่สุดในเรื่องเลยครับ




    เมื่อคุณถูกหนังเรื่องนี้พาคุณล่องลอยเข้าสู่ภวังค์แห่งจินตนาการอันโหดร้าย เนื้อเรื่องที่สุดแสนจะเข้มข้น ทุกนาทีที่ผ่านไปรังแต่จะเพิ่งความรุนแรงและน่าติดตาม ความวิเศษที่ข้อที่ผมกล่าวมาเพิ่มพูนอยู่ใจของผมทุกนาที และเมื่อถึงจุดแห่งการหักเหความเข้าใจในช่วงท้าย มันก็ระเบิดออกมาเป็นความสุขในการชมภาพยนตร์ที่ผมไม่เคยได้รับมานานแสนนาน

    ข้อด้อยข้อเสีย: หนังที่ถูกใจผมได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะถามว่า ข้อเสียมันคืออะไร...
    ถึงแม้จะมีจุดที่อยู่ผิดที่ผิดทาง หรือส่วนที่ขาดหายไป มันไม่ได้สร้างทำให้ความหรรษาของเรื่องนี้ลดน้อยลงไปเลย... สิ่งเดียวที่กวนใจผมอยู่ตลอดเพียงสิ่งเดียวคงจะเป็นเพียงแค่ประเด็นนี้เท่านั้นครับ สิ่งที่หนังให้กับผมนั้นมันช่างเป็นประสบการณ์แห่งภาพยนตร์ที่วิเศษมาก และพิสูจน์อย่างเด่นชัดว่าทีมงานมีฝีมือและสร้างความ หรรษา ความระทึก ความโหดร้าย ความเข้มข้นได้แค่ไหน และพวกเขาสามารถยกระดับมันขึ้นไปได้แบบไม่มีขีดจำกัดเลยทีเดียว แต่เหตุใดจึงยับยั้งและหยุดมันไว้เพียงแค่นั้น...... ยกตัวอย่างฉากไล่ล่าในภารกิจที่สอง หากปีศาจตนนั้นทำอะไรมากกว่านี้คงเป็นอะไรที่วิเศษมากมายทีเดียว แต่ทำไมจึงหยุดไว้แค่นั้น? ทำไม? จุดนี้จะว่าไปแล้วมันไม่ถือว่าเป็นข้อเสียหรอกครับ มันแค่เป็นจุดยังกวนใจผมอยู่เท่านั้นเอง

    สรุปส่งท้าย: Pan’s Labyrinth ได้เป็นบทบันทึกที่วิจิตรที่สุดหน้าหนึ่ง ในชีวิตการชมภาพยนตร์ของผมคนนี้ ทั้งด้านอารมณ์และจินตนาการ กับการผสมผสานของหนังดราม่าและแฟนตาซีเข้าด้วยกัน ไม่เพียงแต่เท่านั้น หนังเรื่องนี้ยังผสมผสาน ความรัก ความหวัง ความถูกต้อง และ ศรัทธา อย่างบริสุทธิ์ เข้าด้วยกันอย่างละเมียดละไม อย่าว่าแต่เป็นหนังแฟนตาซีระทึกอารมณ์ที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่ผมเคยชมมาเลยครับ อีก 10 ปีข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีหนังแฟนตาซีแนวไหนสร้างมาได้ถูกใจผมกว่านี้อีกไหม ยิ่งถ้าคุณดูแล้ววิเคราะห์อย่างละเอียดนั้นคุณจะได้เห็นถึงการใส่ใจในรายละเอียด ว่าคำโปรยที่ผมใส่มาข้างตนนั้นมันล้วนเป็นจริงและสอดคล้องกับเนื้อเรื่องอย่างน่าอัศจรรย์


    ขอแถม : สุดท้ายที่ผมอยากจะบอกคือการหักมุมช่วงท้ายนั้น ช่างเป็นการหักมุมที่โหดร้ายและงดงามที่สุดในเวลาเดียวกันเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ

    ความชอบ: 5 เต็ม
    เกรด : A-


    ป.ล. ขอขอบคุณ คุณ Biscuit Maguire ผู้เป็นแรงบัลดาลใจในการไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ของเวเฟอร์ครับ



    April 01

    แฝด : ฉลาดที่จะหลอก แต่โง่ที่จะหลอน


    แฝด : ฉลาดที่จะหลอก แต่โง่ที่จะหลอน

    นำเรื่อง: เรื่องของแฝด เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากฝูงชนได้ง่าย เป็นเรื่องที่มักจะเกี่ยวข้องกับความรี้ลับ และเป็นเรื่องที่สร้างความสะพรึงได้อยู่ทุกยุค ทุกสมัย เพราะทุกวันนี้มันยังเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างแฝดสองคนได้อย่างครบทุกแง่มุม เพราะเหตุที่มันยังคงคลุมเครืออยู่เช่นนี้ จึงเป็นความคิดที่บรรเจิดอย่างหนึ่งที่จะนำมันไปเป็นแกนหลักของภาพยนตร์ ไปเล่นในมุมมองของหนังผี สอดใส่ไปในเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม น่าขนลุก การแสดงชั้นดี และความคาดไม่ถึงอีกหลายอย่าง ผลที่ได้นั้นก็คือหนังไทยอีกเรื่องหนึ่งที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่านี่คือ “หนังดี” และกล้าที่จะอาไปแนะนำต่ออย่างภาคภูมิใจ...



    ข้อดีข้อเด่น: สิ่งแรกเลยที่อยากหยิบยกขึ้นมาชมกันก็ต้องเป็นการแสดงของพี่มาช่าที่ไม่ทำได้ไม่ผิดหวังจริง ๆ การเก็บเกี่ยวประสบการณ์มานานในวงการของเธอ ไม่ได้เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย ในความเห็นของผมการแสดงชิ้นนี้ดีกว่าของนักแสดงไทยหลายคนที่ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีเสียอีก ส่วนทางด้านพระเอกทำได้เพียงแค่ระดับปลานกลางไม่ได้น่าจดจำมากนัก แต่ก็ถือว่าสอบผ่าน บางตอนยังดูทื่อ ๆ เกินไป ส่วนบางตอนก็ดูจริงจังเกินไป เห็นได้ชัดว่าประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญในการแสดงภาพยนตร์เลยทีเดียว ผ่านจากตัวนักแสดงนำ ก็มาว่ากันที่ทีมงานสร้าง บทสนทนาของเรื่องแฝดสอดคล้องและรองรับกับเหตุการณ์ในเรื่องได้อย่างแนบสนิทครับ มีฉากหวาดเสียวสะเทือนอารมณ์สอดแทรกมาด้วยอารมณ์ที่กดดันคนดูตลอดเวลา ความน่ากลัว และความตรึงเครียดถูกปล่อยใส่คนดูเหมือนระลอกคลื่นที่ถาโถมอย่างไม่ยั้ง

    กลิ่นไอของเรื่องแฝด ถือว่าเป็นกลิ่นที่คล้ายกับเรื่องซัตเตอร์อยู่พอตัวเลยทีเดียว แต่หลายคนอาจไม่ทันได้สังเกตเพราะมัวแต่หวาดเสียวอยู่กับฉากผีหลอก กลิ่นที่ว่าคือการเล่นคำเล่นประโยค ใส่คำใบ้มากมายในบทสนทนา เพื่อรองรับ พล๊อตในช่วงถัดไปของเรื่อง สำหรับคนที่ตั้งใจดูและสามารถจับประโยคเหล่านั้นได้มากเพียงพอล่ะก็ คุณอาจจะเดาถูกเลยก็ได้ว่า พล๊อตเรื่องจะดำเนินไปในทางใดต่อไป เพราะประโยคใบ้พล๊อต มันมีมากมายเหลือเกินในเรื่องแฝด ในความเห็นของผม ผมว่าใส่มากอย่างโจ่งแจ้งเกินไปด้วยซ้ำ (มีตั้งแต่ในตัวอย่างภาพยนตร์เลยครับ ถ้าคุณสังเกต) ถ้าใช้ลูกเล่น ซ่อน “ความลับ” ในแนบเนียน และใช้มันให้คุ้มค่ากว่านี้ล่ะก็ แฝดจะยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นไปได้อีกเยอะ

    แฝดยังฉลาดในการใช้ตัวละคร ไม่เลือกใส่ตัวละครเกินเลย แม้แต่ตัวเดียว ซึ่งเป็นข้อดีที่ผู้กำกับไทยท่านอื่นหลาย ๆ ท่านควรเอาเป็นตัวอย่าง ในเรื่องจะแฝดนั้นเลือกที่จะใส่ตัวละครเท่าที่จำเป็นเท่านั้น หนังจึงมีความกระชับ และไม่มีตัวละครไร้สาระ ไม่มีบทที่เกินเลย ทุกอย่างนั้นถูกใช้ให้เป็นโยชน์ซึ่งตรงนี้ที่ผมชอบมาก ๆ ครับ

    ข้อด้อยข้อเสีย : ในเมื่อแฝดมีความสามารถในการสรรหาเนื้อเรื่องที่โดดเด่นซับซ้อน มีความสามารถในการหลอกล่อคนดู มีความสารถในการดึงดูดความสนใจ มีความสามารถถ่ายถอดอารมณ์ได้ดีอย่างผมเพิ่งจะกล่าวมาในข้างต้น แต่เหตุใด จึงไม่สามารถหาการกลอกหลอนที่แปลกใหม่กว่านี้ ฉากหลอกทั้งเรื่องที่ทำให้คนดูตกใจผวาหน้าทิ่มกันได้นั้น ส่วนมากก็เป็นเพราะเสียงดนตรีที่จับอารมณ์คนดูได้อยู่หมัด แต่ทว่าตัวผีที่ออกมาหลอกหลอนนั้น เป็นอะไรที่ซ้ำซากและจำเจอย่างยิ่ง คงไม่ต้องอธิบายหรอกใช่ไหมครับ ว่าผีที่ซ้ำซากนั้นมีการหลอกเช่นไร ดูแล้วอดอารมณ์เสียไม่ได้ ถ้าหากผีตัวนี้มีเอกลักษณ์ในการหลอกหลอนที่ดีกว่านี้ซักหน่อย อาจจะได้เป็นผีในดวงใจของผมไปเลยจริงๆ
     

    ขอว่ากันที่เรื่องผีต่อนะครับ นอกจากผีจะหลอกได้ซ้ำซากแล้ว ผีในเรื่องยังเป็นตัวละครเพียงตัวเดียวที่ไม่มีจุดประสงค์ในตัวเองอย่างเด่นชัดเอาซะเลย บางอารมณ์เธอจะมาหลอกให้กลัว เธอก็มาหลอกแลบลิ้นปริ้นตา บางอารมณ์เธอจะมารักเธอก็มาโอบกอดโอบไหล่ซะอย่างงั้น บางอารมณ์เธออย่างเล่นหายตัว เธอก็มาแวบซ้าย แวบขวา แวบหน้า แวบหลัง สรุปคือผีตัวนี้ถูกผู้กำกับหลอกใช้ตามอารมณ์ของเขา หนังไม่ได้แสดงให้ดูเลยว่าแท้จริงแล้วผีตัวนี้ต้องการอะไรกันแน่ เธอจะมารักหรือเธอจะมาแค้น? เหมือนเธอถูกจ้างมาให้หลอกเพียงแค่นั้น เป็นเพียงตัวละครเดียวในเรื่องที่ไร้เหตุผลที่สุด ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอก็มีความสำคัญไม่ต่างกับแฝดของเธอเลย...
    อีกนิดหนึ่งกับตัวละครแม่นางเองครับ คุณหลายคนรู้ใช่ไหมครับ ว่าถ้าหากตัวละครใดที่พูดไม่ได้เพราะอุบัติเหตุแล้วล่ะก็ (เช่นหกล้ม หรือตกบันใด ตอนที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย) หมายความว่าตัวละครนั้น รู้ความลับที่สำคัญที่สุดของเรื่อง และอยากจะบอกใจจะขาด แต่.. เธอพูดไม่ได้... ดูแล้วอดขำไม่ได้ ไม่รู้ว่าคิดยังไงกัน ถึงยังกล้าใช้มุขแบบนี้อีก... มันไม่โบราณไปหน่อยหรอครับ?

    สรุปส่งท้าย: ถึงแม้ว่าแฝดจะบางจุดที่ขัดหูขัดตาอยู่บ้าง แต่หากมันไม่ได้กวนใจอะไรคุณ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังเรื่องโปรดของคุณได้อย่างง่ายดายเลยทีเดียว ยิ่งถ้าคุณเป็นคนรักหนังสยอง กับเนื้อเรื่องที่ซับซ้อน แล้วล่ะก็คุณจะยิ่งรักมันเลย
    ส่วนผมเองก็ชอบในตรงพล๊อตเรื่องนี่แหละครับ ที่เข้าใจใช้เรื่องของ แฝด ได้อย่างเป็นประโยชน์จริง ๆ เรียกได้ว่า ฉลาดที่จะหลอกครับ หลอกทั้งคนในเรื่องและหลอกทั้งคนดู แต่ในการหลอกของผีเท่านั้นแหละครับ ที่ยังคงย่ำอยู่กับที่และเป็นเพียงผีโง่ ๆ ตัวหนึ่งนั้นเอง...

    ความชอบ: 3.9 เต็ม
    5
    เกรด: B-


    March 16

    300 ความสะใจของเวเฟอร์

     

    นำเรื่อง : อิสระ เสรีภาพ เป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยากในโลกปัจจุบัน อยู่ที่ว่าคุณจะปลาบปลื้มกับมันได้มากน้อยเพียงใด ส่วนตัวผมไม่ได้คิดอะไรมากมายกับอิสระที่ตนเองมีอยู่เท่าไหร่นัก จนกระทั้งได้ชมหนังเรื่องนี้ จึงตระหนักได้ว่า คุณค่าของอิสรภาพมันน่าภาคภูมิใจเสียนี่กระไร...
    ในยุคกรีกโบราณ สงครามอันสร้างแรงใจให้ชาวกรีกขีดเส้นแบ่งความเป็นประชาธิปไตย อันเลื่องลือครั้งนึ่ง คือสงครามเธอร์โมไพเล เป็นศึกระหว่างกองทัพสปาร์ตันเพียง 300 นาย ซึ่งนำทัพโดยกษัตริย์ เลโอนิดาส์ เข้าต่อกรกับกองทัพอันมหึมาแห่งเปอร์เซียซึ่งนิยมการปกครองแบบเผด็จการและอยู่ภายใต้การปกครองของเซอร์เซส สงครามนี้เป็นหัวใจของเรื่อง ซึ่งมันจะพาคุณเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความกดดัน ความระทึกอารมณ์ ในขณะที่ความหวังนั้นก็ดูริบหรี่ยิ่งกว่า แมลงหิงห้อยใกล้ตายซะอีก...

    ข้อดีข้อเด่น: หนังแต่ละเรื่องมักจะมีโทนสีเป็นของตัวเอง ซึ่งมันก็จะส่งผลถึงอารมณ์คนดู และความรู้สึกขณะชม จนกระทั้งลุกออกจากโรงภาพยนตร์ และมันก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากทีเดียว ซึ่งตั้งแต่ผมชมภาพยนตร์มาในความรู้สึกส่วนตัวนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า โทนสีของหนังเรื่องนี้สามารถสร้างอารมณ์ให้สอดคล้องไปกับตัวหนังได้อย่างดีเยี่ยมจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากหมาป่าตัวใหญ่ที่ใช้โทนสีฟ้า- ดำ แสดงถึงความไม่น่าไว้ใจ ความอันตราย ฉากต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านทั้งหลายมีสีแดงและเหลือง คอยรองรับอย่างน่าดูชม ผสมผสานกับการใช้เทคนิคพิเศษด้านภาพระดับคุณภาพชั้นเยี่ยม เรียกได้ว่าแค่ไปนั่งดูภาพสวย ๆ ในหนังนี้ก็คุ้มอารมณ์สมหมายกันแล้ว บวกกับความสมจริงสมจังในช่วงเวลาสงครามซึ่งเป็นอีกอย่างที่ถูกใจผมอย่างแรง มันเป็นสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็ว่าได้ เพราะมันถูกใช้เป็นตัวเขียนชื่อเรื่องในใบโปสเตอร์ สิ่งนั้นก็คือ “เลือด”
    (ขออนุญาตกล่าวยกตัวอย่าง) เมื่อตอนที่ผมนั่งดู เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ อย่างเมามัน สิ่งที่ขัดใจผมตลอดก็คือ ในความสมจริงอันสุดจะตระการตานั้น สิ่งหนึ่งที่ขาดไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือเลือด ไม่ว่าจะเป็นกองทัพไหน ๆ ประจัญบานกัน เลือดนี่ช่างน้อยนิด ถึงนั้นน้อยสุดขีดเลย เห็นกระเซ็นเลอะใบมีดน้อยกว่าน้ำลายผมเวลาเมาท์กับเพื่อนซะอีก
    ตรงกันข้ามกับเรื่อง 300 ซึ่งเติมเต็มในส่วนนี้ได้อย่างจัง เพราะทุกครั้งที่ดาบถูกกวัดแกว่งคุณจะได้เห็นเลือด ทุกครั้งที่ลูกศรธนูล่องลอยคุณจะได้เห็นเลือด ทุกครั้งที่หอกถูกทิ่มแทงคุณจะได้เห็นเลือด และทุกครั้งที่มีการคำรามคุณก็จะได้เห็นเลือด!!
    ใครชอบความสมจริงแกมซาดิสขนาดนี้ คงนั่งดูอย่างหรรษาเลยทีเดียวซึ่งนั้นก็รวมผมเข้าไปด้วย
    ส่วนในด้านการแสดงไม่มีอะไรต้องมายกยอให้เสียเวลา ดาราหลาย ๆ คนเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้วและก็ทำหน้าทีได้สมกับช่วงเวลาที่สะสมมา เป็นอันว่าน่าพึงพอใจครับผม ที่น่าชื่นชมต้องเป็นทีมงานสร้างมากกว่าครับ ที่เข้าใจสร้างสิ่งที่จะทำให้คนดู ยกมือปิดปาก นั่งลุ้นตัวแกร่ง และยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ได้ตั้งแต่นาทีแรกของเรื่อง

    และอีกสิ่งที่ผมชอบไม่น้อยเลยทีเดียวในเรื่องนี้คือการแสดงออกถึงความรัก ความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการทำตามหน้าที่ ซึ่งมีค่ามหาศาลยิ่งนัก ในสงครามมันไม่จำเป็นว่าจะรอดหรือตาย เพียงแค่คุณเข้าร่วมรบอย่างสุดแรงใจอันเกินร้อย คุณก็ชนะอย่างน่าภาคภูมิใจที่สุดแล้ว

    ข้อด้อยข้อเสีย : ความหลงระเริงนี่เป็นสิ่งที่พลาดกันได้ง่ายดายจริง ๆ ในขณะที่หนังใส่ความหรรษาในรูปแบบของฉากแอคชั่นอันสมจริง ฉากต่อสู้อันดุเดือด และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย จนเรียกได้ว่าพวกเขา “เล่น” เกินไปก็ไม่ผิด อยากใส่ช้างก็ใส่ช้าง อยากใส่ผีก็ใส่ผี อยากใส่แรดก็ใส่แรด อยากใส่อะไรก็ยำใหญ่ใส่มันลงไปหมด บางอารมณ์ทำให้หนังดูเลอะเทอะ ไปอย่างน่าเสียดาย ยกตัวอย่างแรดตัวยักษ์น่ากลัวอย่างยิ่ง วิ่งมาโดนธนูใส่หนึ่งดอก ล้ม.... ตาย.... แล้วจบไป... อดถามไม่ได้ว่า เพื่ออะไร...?

    มันรู้สึกได้อย่างเด่นชัดเลยว่า เพราะเทคโนโลยีมันอำนวย จึงใส่มาเพื่อให้เพิ่มความมันที่มันไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น หากเอาความพยายามในส่วนนี้ ไปใช้และใส่ใจกับเนื้อเรื่องและความสัมพันธ์ของตัวละครให้มากขึ้นอีกสักนิดจะทำให้หนัง เป็นที่น่าจดจำและมีคุณค่ามากกว่านี้ทีเดียวครับ คิดแล้วมันน่าเสียดายจริง ๆ ว่าถ้าหนังมีบทที่ดีกว่านี้ มันคงจะไปได้สวยกว่านี้แน่นอน ที่เสียดายนี้ก็เพราะชอบครับ อยากให้หนังที่ผมชอบไปได้สวย ๆ
    อย่าเพิ่งเข้าใจว่าบทหนังนั้นแย่หรือไม่ดีนะครับ ทั้งบทและเนื้อเรื่องอยู่ในระดับใช้ได้ครับ แต่ถ้าเปรียบเทียบกับภาพอันสวยงามแล้วละก็ จะรู้สึกว่ามันด้อยลงไปหน่อยเท่านั้นเอง


    สรุปส่งท้าย: 300 เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ผมมีความสุขล้นขณะนั่งชมและไม่ลังเลที่จะซื้อเก็บไว้ชมในวันหลัง ทั้งความมันความซาดิส และภาพอันวิจิตร เหมือนความฝันอันงดงามที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงสด ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่ถูกใจผมมากครับ ถ้าคุณเป็นคอหนังแรง ๆ แล้วล่ะก็เรื่องนี้เป็นได้สูงที่จะได้ใจคุณๆ ไปง่ายๆ แน่นอนครับ และในทางตรงกันข้ามสำหรับคนขวัญอ่อนอาจจะต้องหนังปิดตาทั้งเรื่องเลยก็ได้ เว้นแต่จะแง้มนิ้วออกมาเพื่อดูชายหนุ่มเป้าตุงกล้ามเป็นมัด ๆ ทั้ง 300 คน

    สำหรับคนตาดี: คุณสังเกตหรือป่าวว่า? เลือดที่พุ่งออกมามากมายนั้น เมื่อสัมผัสกับพื้นดินมันจะอยู่ได้ไม่เกินสองวินาที จากนั้นมันจะหายวับไปกับตา!!!

    ความชอบ: 4.5 เต็ม 5
    เกรด: B

     

    December 24

    Eragon ทั้งอบอุ่น และเร้าใจ

    Eragon ทั้งอบอุ่น และเร้าใจ
    **วิจารณ์ในมุมมองของผู้ที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนนะครับ**

    นำเรื่อง: ก่อนที่ผมจะไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมได้ข่าวมาหนาหูมากมายว่าเรื่องนี้ เป็นเหมือนการนำเอาภาพยนตร์เรื่อง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ และ สตาร์ วอรส์ มาผสมผสานกัน และผมก็อดคิดไม่ได้ว่า มันจะทำได้หรูหราขนาดนั้นเลยหรอ? ทีมงานสร้างจะเก่งแค่ไหนที่นำเอาภาพยนตร์ที่โด่งดังที่สุดในรอบร้อยปีทั้งสองเรื่องนี้มาผสมผสานกันได้? ด้วยความกังวลทั้งหลาย มันก็นำมาซึ่งความไม่มั่นใจ ว่า เอรากอนจะทำได้ดีตามราคาค่าคุยหรือป่าว ยิ่งเห็นโปสเตอร์ที่ทำออกมาได้แนวแบบเรียบง่ายมาก คือการนำเอาตัวละครมายืนโชว์หน้าเรียงกันไปตามความเป็นผู้เป็นคน ปกซีดีเพลงลุกทุ่งบางอันยังดูดีมีสไตล์กว่าเลย และยังอดคิดไม่ได้อีกว่าหากเรื่องนี้เป็นเนื้อเรื่องเกี่ยวกับมังกร ทั้งเรื่องคงนี้ไม่พ้นการขายภาพมังกรบินไปมาสวยงามเป็นฉาก ๆ ไป และขอบอกจากใจจริงเลยว่าไม่ได้คาดหวังกับเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อย
    แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ เมื่อได้ไปรับชมเรื่องนี้มาจริง ๆ ก็ถึงจะได้รู้แจ้งว่า ทั้งหมดที่คิดว่าไม่ถูกต้องเลยแม้แต่อย่างเดียว

    เนื้อเรื่องของเอรากอน มีเพียงกลิ่นไอของความเป็น เดอะ ลอร์ด มาเพียงปราย ๆ ซึ่งไม่ถือว่าน่าเกลียดแต่อย่างได เพราะเป็นภูมิหลังในนิทานพื้นบ้านฝั่งยุโรปอยู่แล้วที่จะมีตัวประหลาดหรือผู้วิเศษแนวนี้ ส่วนความเป็นสตาร์ วอร์ ก็เพียงแค่บางส่วนยิบ ย่อย หาใช่ประเด็นหรือแกนหลักของเนื้อเรื่อง เอรากอนมีเอกลักษณ์ ความเป็นตัวเองที่น่ารักอบอุ่น และเร้าใจอย่างแรงกล้า มันเป็นเยี่ยงไรก็อ่านต่อกันไปเลย

    ข้อดีข้อเด่น: ก่อนอื่นเลยต้องขอชมที่ตัวนักแสดงนำผู้รับบท เอรากอน ซึ่งถือว่าทำได้น่าพอใจมากในระดับของนักแสดงหน้าใหม่ อาจมีช่วงแรก ๆ ที่ดูขัด ๆ เขิน ๆ และไม่ตามไปกับอารมณ์หนัง แต่เมื่อเวลาผ่านไป กว่าจะรู้ตัวอีกที่ ผมก็รู้สึกว่าไอพ่อหนุ่มคนนี้ได้สวมวิญาณเอรากอนเข้าไปจริง ๆ ซะแล้ว ด้วยใบหน้าที่ดูบ้านนอกจากใจจริง มันเต็มไปด้วยความ “ไม่รู้” และ “ความใสซื่อ” เมื่อตัวละครต้องฝ่าฟันอันตรายทั้งหลาย สิ่งเหลานี้แหละที่เรียกคะแนนจากคนดูได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จนต้องเอาใจช่วย ให้เอรากอนผู้นี้ โบยบินบนหลังมังกรคู่ใจ เซฟีร่าได้อย่างสง่างาม เมื่อคนดูลุ้นที่จะเอาใจช่วยตัวละครแล้วนั้น มันก็ย่อมทำให้หนังสนุกสนานตามมาเป็นลำดับ

    ในส่วนของเนื้อเรื่องนั้น ผมเองก็ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนจึงไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าหนังที่ทำออกมาในรูปแบบนี้มันตามอารมณ์ในฉบับของหนังสือมากน้อยเพียงใด แต่หากมองในมุมโดยรวมของภาพยนตร์ก็ถือว่า มีความน่าติดตามอยู่พอตัว และถือว่าน่าพอใจในการเปิดตัวภาคที่หนึ่งจากทั้งสามภาค ถึงแม้จะมีสิ่งขัดหูขัดตาอยู่บ้างแต่ เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน

    ในเรื่องของสเปเชี่ยลเอฟเฟค นั้นไม่มีอะไรต้องนำมากล่าวให้มากนัก เพราะก็ทำมาได้มาตรฐานของหนังสมัยนี้อยู่แล้ว แค่อยากจะชม ตรงนี้อีกนิดนึ่งเท่านั้นว่า ทีมงานทำแววตาของ เซฟีร่า ได้มีอารมณ์ดีมาก เหมือนกับมังกรตัวนี้ตัวนี้สามารถสื่อสารทางจิตใจกับ เอรากอน ได้จริง ๆ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดขายอีกจุดหนึ่งของเรื่องนี้ก็ว่าได้ นั้นคือความอบอุ่นระหว่าง มังกรและผู้ขี่มัน

     

    คุณจะมีความสุขไปกับมิตรภาพอันน่ารักของเอรากอนและเซฟีร่า ตั้งแต่น่าทีแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน จนสร้างความสัมพันธ์อันน่าสงสารเห็นใจ และเข้มแข็งไม่แพ้ “คณะพันธมิตรแห่งแหวน” เลยทีเดียว ผมเองก็นึกไม่ออกว่าหากคนใดคนหนึ่งต้องจบชีวิตลง (ในภาคต่อไป) นั้นจะเป็นฉากที่เศร้าใจมากมายเพียงใด

    และเมื่อเนื้อเรื่องเดินทางมาถึงฉากไคล์แม๊กซ์ก็ทำให้คนดูหวือหวาตกใจได้พอควร อาจไม่ถึงขีดสุดของหลาย ๆ คน แต่มันก็ไม่ใช่ภาพที่คุณจะหาชมได้ในหนังดาษๆ พื้นเพทั่วไปแน่นอน ยิ่งเห็นการร่วมแรงร่วมใจของมังกรและผู้ขี่ จนทั้งสองรวมเป็นหนึ่งเดียว มันช่างเร้าใจและพาผมมีความสุขยิ่งนัก เหมือนกับได้โบยบินไปร่วมกับเซฟีร่าก็ไม่ปาน

    จุดอับและข้อเสีย : แฟน ๆ หนังสือต้องไม่พอใจกันอย่างแรงเป็นแน่ ด้วยเหตุผลเดิม ๆ ของการนำหนังสือมาทำเป็นภาพยนตร์ นั้นคือการตัดและหดหายของเนื้อเรื่อง จนสิ่งต่างๆ ที่แฟนๆ คาดหวังจะได้ชมกัน มันกลับหายวับไปในกลีบเมฆ ถึงยังไงแฟนๆ หนังสือก็ควรทำใจกันแต่เนิ่นๆ แล้วว่ามันจะต้องมีการตัดเนื้อเรื่องส่วนมากออกอย่างแน่นอน (ผมเองล่ะชินกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหลายแล้ว) ซึ่งเรื่องเอรากอน มีการตัดบั่นทอนไปอย่างเยอะมาก จนทำให้หลายอย่างของเรื่องมันไม่สมเหตุสมผลเลย นี่ขนาดผมไม่เคยได้อ่านหนังสือมาก่อนยังรู้สึกได้เลยว่า ตัวละครหลายๆ ตัวน่าจะมีบทบาทและได้แสดงความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมากกว่านี้ ไม่น่าจะทำให้พวกเขากลายเป็นเพียงตัวประกอบรายวัน เพราะหนังพยายามใส่ใจกับตัวละครหลักมากเกินไป
    ยกตัวอย่างเช่นฉากสุดท้ายที่มีการรบกันทั้งบนฟากฟ้าและพื้นพิภพ หนังแทบไม่ให้คนดูได้เห็นเลยว่าเกินอะไรขึ้นที่ด้านล่างบ้าง จ้องแต่โฟกัสไปที่ด้านบนลูกเดียวเล่นเอาหลายคนเมามังกรกันไปเลย ซึ่งตรงนี้แหละถือเป็นจุดพลาดอันยิ่งใหญ่ของเอรากอน

     หนังเรื่อง ๆ หนึ่งจะดีเยี่ยมได้นั้น จำเป็นต้องใช้ตัวละครอย่างคุ้มค่าและสมเหตุสมผล ขออนุญาตยกตัวอย่างมาให้ชมกัน (ไม่ได้เอามาเปรียบเทียบนะครับ แค่ยกตัวอย่าง) อย่างเช่นในเรื่องของ เดอะ ลอร์ด ตัวละครนั้นมีจุดเด่นของตัวเองทุกตัว และหนังก็สละเวลาให้พวกเขาเหล่านั้นได้โลดแล่นฉายเดี่ยวกันอย่างถ้วนหน้า นั้นเป็นสิ่งที่เพิ่มความน่าสนุกสนานและมีน้ำหนักในกับตัวภาพยนตร์ ไม่ใช่เน้นที่ตัวเอกจนมากเกินไปจนลืมไปว่า บางทีคนดูเค้าอาจจะอยากดูตัวละครอื่นผลัดกันขึ้นมาเด่นบ้างก็ได้นะ หากหนังสนใจอยู่ที่จุดเดียวมากเกินไปแล้วมันไม่ถูกใจคนดูล่ะก็ เตรียมเก็บเสื่อกลับบ้านไปได้เลย ซึ่งผมเองก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ในฉบับของหนังสือคงได้มีการให้น้ำหนักไว้อย่างสมดุลแน่นอน

    สรุปส่งท้าย :หากไม่เอาเรื่องของหนังสือมายึดติดจนมากนัก เอรากอนถือเป็นหนังที่ดูสนุกที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่น และเต็มไปด้วยฉากอันเร้าใจ ซึ่งอาจถูกใจใครหลายคนที่ชอบหนังแนวนี้เลยทีเดียว และนั้นก็รวมถึงผมด้วย แต่หากคุณยังอดไม่ได้ที่จะอารมณ์เสียกับส่วนของหนังที่ถูกตัดหายไป ก็ใจเย็นไว้ก่อน เพราะผมเพิ่งได้ยินข่าวแววมาว่า เรื่องนี้จะมี ดีวีดีแบบฉบับเต็มด้วยนะ ว่าแล้วผมก็เฝ้ารออย่างมีความสุข ที่จะได้เป็นเจ้าของดีวีดีชุดนั้น และโบยบินอีกครั้งไปกับ เซฟีร่าและ เอรากอน ในภาคต่อของเรื่องที่กำลังจะตามในวันเวลาอันไม่นานเกินรอ

    ความชอบ : 4.5 เต็ม 5
    เกรด : B

    November 23

    SAW III กับข้อคิดที่แตกต่าง

     
    **บทวิจารณ์ไม่มีการเฉลยของเนื้อเรื่องครับ สามารถอ่านได้อย่างสบายใจ แต่ยังไงผมก็แนะนำว่าควรจะชมภาพยนตร์ก่อนอ่านจะเป็นการดีกว่าครับ**

    ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ได้ไปดูหนังที่สุดจะถวิลหาและรอคอยมากที่สุดแห่งปี ผมเหมือนมีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อเฝ้ารอหนังเรื่องไหนที่จะได้ชม ผมแทบจะนับวินาทีรอเลยทีเดียว ผมจะรออย่างใจจดใจจอ บางครั้งต้องทำเป็นลืม ๆ ไปเพื่อลดความทรมาน และเมื่อถึงเวลาที่เข้าไปหนังดูที่รอคอยมานั้น ผมจะรับอรรถรสทุกวินาทีในหนังเรื่องนั้นอย่างมีความสุข และลืมความทุกข์ทั้งหลายอย่างหมดสิ้น เหตุการณ์ทั้งหมดก็เพิ่งเกิดอีกครั้งในเรื่องซอว์นี่เอง และมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เมื่อเราตั้งใจรออะไรซะขนาดนั้น เราย่อมคาดหวังไปต่าง ๆ นา และหากผลที่ได้มันผิดแปลกไปแม้เพียงเล็กน้อย อาจเป็นที่มาจองความผิดหวังก็เป็นได้

    นำเรื่อง: เพียงแค่ฉากเปิดตัวก็ทำคนดูอึ้ง ทึ้ง เสียวกันซะแล้ว ผมเองยังอึ้งเลย คาดไม่ถึงจริง ๆ เลยว่าจะเปิดตัวฉากแบบนี้ถือเป็นเซอร์ไพรซ์แรกก็ว่าได้ และก็เป็นฉากเปิดเรื่องที่ดีที่สุดในทั้งสามภาคเลย
    หลังจากฉากเปิดเรื่องอันน่าตกใจ หนังก็ให้เราเห็นเกมส์สยองใหม่ ๆ กันพอหอมปากหอมคอ และมีบทคำสำคัญ ๆซอกแทรกมาเล็ก ๆ ด้วยอยู่ที่ว่าคุณจะจับได้หรือปล่าว
    จากนั้นก็เข้าสู่เกมส์สำคัญของภาคนี้ เกมส์ที่เป็นมากกว่าการเอาชีวิตรอด เกมส์ที่เป็นมากกว่าการไปเริ่มชีวิตใหม่ แต่เป็นเกมส์ที่คุณจะได้ทั้งสองอย่างหากทำสำเส็จ คุณจะได้ไปใช้ชีวิตที่มีความสุขที่สุด...ชีวิตที่ปราศจาความแค้นใด ๆ ทั้งสิ้น ชีวิตที่พร้อมหัวใจอันสงบสุข

    ข้อดีข้อเด่น: ข้อเด่นของเรื่องนี้เป็นที่รู้ดีกันทั้งบ้านทั้งเมือง ว่าเน้นที่ความสยอง ความเสียว เลือดสาด เนื้อกระจาย และเนื้อเรื่องที่คาดไม่ถึงใช่วงท้ายของเรื่อง ซึ้งภาคนี้ก็ยังรักษาองค์ประกอบดังกล่าวไว้ครบท้วนไม่ขาดตรงบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว และที่ผมชอบจริง ๆ คือการที่หนังใส่ประโยคสำคัญมากมายลงไปในหนังตอนที่เราไม่ตั้งใจจะรับฟัง แต่พอมาถึงจุดหักมุมแล้วนั้น เราถึงจะกลับมานึกได้อีกทีว่าหนังเปรยมาเป็นระยะแล้ว แต่เราปฏิเสธที่จะรับฟังมันเอง
    และเหมือนกับทุกครั้งอีกก็คือนอกจากความสยองอันเต็มเปี่ยมแล้ว ซอว์ยังใส่ข้อคิดมาด้วย ซึ้งจากที่ผ่านมาทั้งสองภาค คนดูจะคิดได้ว่าการที่เราทุกคนมีชีวิตอยู่นั้นมันก็วิเศษแค่ไหนแล้ว มีผู้คนอีกตั้งมากมายที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแต่ไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นอย่าเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้เลย แค่มีลมหายไปอยู่ได้นี้ก็ถือเป็นสิ่งที่วิเศษสุดสิ่งหนึ่งในโลกแล้ว จริงไหม?
    แต่ในภาคนี้มีข้อคิดเพิ่มเติมออกมาคือว่า การที่มีชีวิตอยู่นั้นอาจไม่สมบูรณ์แบบนั้นเพียงพอ หากคุณจมอยู่กับความโศกเศร้า และความแค้นในวันวาน เป็นเช่นนั้นก็ตายไปซะดีกว่า หรือไม่ก็มาเล่นเกมส์ใหม่ของจิ๊กซอว์ผู้นี้ เพราะหากคุณรอดไปได้คุณจะได้มีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง ชีวิตที่ปราศจากความเครียดแค้น และความโกรธ…
    จุดที่ผมชอบอีกก็ต้องเป็นความรู้สึกว่าหนังพยายามจะทำตัวเองให้เหมือนเป็นกับจิ๊กซอว์ ตามชื่อเรื่อง คือจิ๊กซอว์นั้น มันไม่ได้ลำดับว่าชิ้นไหนจะถูกนำมาต่อก่อน ชิ้นไหนจะถูกนำมาต่อเป็นชิ้นสุดท้าย แต่มันจะต้องนำทุกชิ้นมาต่อกันจนสมบูรณ์ต่างหากถึงจะได้เป็นเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ และคุ้มค่าในการต่อมันจนสำเร็จ ซึ่งหมายความว่า ภาคนี้มีจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในภาคหนึ่งและสอง ที่กำลังจะนำมาต่อให้ภาพของหนังสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป

    ข้อด้อยและข้อเสีย : ในครั้งที่ผ่านมา คนดูจะลุ้นกันอย่างสุดตัวให้คนในเกมส์สุดโหดทำสำเร็จ ให้พวกเขารอดไปได้ แต่ในครั้งนี้ไม่รู้ทำไม ความเอาใจช่วยถึงลดลงไประดับหนึ่ง เหมือนกับว่าแกจะอยู่หรือแกจะตายก็เอาเหอะ ขอแบบสยอง ๆ ก็แล้วกัน ซึ่งผมคิดว่าเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็จะเป็นเพราะ หนังใส่ใจกับความสยองและพล๊อตที่ซับซ้อน จนลืมมาดูที่ความเห็นใจของตัวละคร ในภาคที่แล้วต่อตัวละครเป็นคนเลวอย่างไร ผมเองก็อยากให้พวกเขาทำสำเร็จกันซักครั้ง เล่นเกมส์ให้ชนะแล้วออกไปใช้ชีวิตอันเห็นคุณค่าของมัน แต่ในครั้งนี้ตัวละครนำเกมส์กลับดูน่ารำคาญและไม่น่าเอาใจช่วยมากนัก ยิ่งไปหลัง ๆ ยิ่งอยากให้ตายไปเลยด้วยซ้ำ และกลายเป็นความซ้ำซากที่ทำผมหมดอารมณ์ไประดับหนึ่ง
    ที่สำคัญคือ เขาไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเกมส์เลย และผู้ที่ไม่เรียนรู้อะไรจากเกมส์ย่อมได้รับบทลงโทษอย่างแน่นอน ไม่ว่าใครก็ตาม ที่ไม่เรียนรู้ผลจากการเล่นเกมส์ ไม่ว่าใครทั้งนั้น...
    และการเฉลยเนื้อเรื่องในจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย กลับนำเสนอในมุมที่แตกต่างออกไป ไม่เหมือนในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหากจะว่าจริง ๆ ตรงนี้มันไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใดหรอกครับ เพียงแต่เป็นการเฉลยเนื้อเรื่องที่มันไม่ค่อยจะถูกใจผมแค่นั้นเอง ผมรู้สึกว่ามันทำให้เรื่องอยู่กับที่ไม่เจริญเติบโตออกไปอีก อย่างในครั้งที่ผ่านมา

    สรุปส่งท้าย: หากคุณคาดหวังในความสยองสุดขีด ผมการันตีได้ว่าคุณจะไม่ผิดหวัง และคุณอาจจะได้ข้อคิดใหม่ ๆ ที่หนังทั้งสองภาคก่อนหน้านี้ไม่มีอีกด้วย พร้อมการเฉลยที่คาดไม่ถึงในช่วงท้าย ถึงแม้หนังจะมีจุดบอดอยู่เล็กน้อยที่อืดอาด และเกือบจะซ้ำซาก แต่นั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกครับ มันสำคัญที่ว่า หากภาคสามเลือกที่จะเล่าออกมาในแบบนี้ แล้วผมเองก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าภาคที่สี่จะมีรูปแบบออกมายังไงอีก?? หากต่อไปไม่ดีแล้วนั้นตำนานเกมส์อันสยองขวัญที่สุดอาจจะมีอนาคตที่ไม่สวยงามซะแล้ว ถึงกระนั้นผมเองยังเชื่อใจว่าทางผู้กำกับและเขียนบทจะต้องเตรียมอะไรที่วิเศษและสนองความโหดแฟน ๆ ได้อยู่แล้ว ไม่งั้นคงไม่เลือกที่ทำภาคสามออกมาได้เสี่ยงขนาดนี้

    ความชอบ:4 เต็ม 5
    เกรด:B-


    ขออีกนิดนะครับ : ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น กบว.บ้านเราตัดฉากจากหนังเรื่องนี้ออกไปหรือปล่าว หรือผมเข้าใจไปเองเหตุใด โปสเตอร์รูปฟันสามซี่ที่ทำออกมาถึงไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับตัวภาพยนตร์เลยแม้แต่น้อย??? หรือต้องการบอกแค่ว่าสามซี่หมายถึงภาคที่สามแค่นั้น??
     

    November 19

    ขุดหนังเก่า มาแนะนำ : The Shawshank Redemption

     
    ขุดหนังเก่า มาแนะนำ : The Shawshank Redemption (1994)

    ตั้งแต่ผมชมภาพยนตร์มาในชีวิต มันมีอยู่เพียงไม่กี่เรื่องครับ ที่ทำให้ผมรู้แบบนี้ได้ รู้สึกมีพลัง รู้สึกมีค่า รู้สึกว่าชีวิตยังนี้ยังต้องต่อสู้และพยายามกันต่อไปอีกมาก
    หนังที่ผมนำมาแนะนำในวันนี้เป็นหนังปี 1994 เรื่อง The Shawshank Redemption ที่จะทำให้คุณได้รับอารมณ์ดังกล่าว อย่างซาบซึ้ง เป็นหนังที่มีความละเมียดละไม เข้าถึงอารมณ์อย่างรุนแรง หนังเต็มไปด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และทารุณ ทำให้คุณหวาดกลัวอย่างสุดใจ แต่ในทางกลับกันมันอาจจะเป็นสิ่งที่จุดประกายไฟในใจคุณให้ต่อสู้มันอย่างไม่รู้จบก็เป็นได้.....

    นำเรื่อง: ดูเฟรน นายธนาคารวันหนุ่มถูกศาลสั่งให้จำคุกตลอดสองช่วงอายุขัย ในฐานความผิดตั้งใจฆ่าถึงสองคน ซึ้งนั้นก็คือภรรยาของเขาเองและเธอถูกฆ่าในขณะที่กับลังประกอบกิจกรรมทางเพศกับชายผู้อื่น บอกแค่นี้ก็คงไม่ต้องให้อธิบายแล้วว่า ทำไม
    เมื่อดูเฟรนเข้ามายังคุกที่ชื่อว่า Shawshank เขาต้องพบกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ทารุณ สังคมที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามศรีวิลัย สังคมที่ถูกกีดกันจากโลกภายนอก สังคมที่ไม่มีใครต้องการ ต้องถูกกักขังให้มีชีวิตอันแสนลำเค็ญเป็นการชำระกับสิ่งเลวร้ายที่พวกเขาได้ทำลงไป แต่หากคุณถามคนที่คุก Shawshank ว่าพวกเขาทำอะไรผิดมาถึงต้องมาติดคุก? ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมบริสุทธ์ หรือไม่ก็ ทนายมันห่วย จะจริงหรือไม่จริงก็คงไม่สำคัญหรอกเพราะมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่เป็นแน่ มันก็เป็นแค่ประโยคที่พวกเขาใช้พูดเพื่อปลอบใจตัวเองเท่านั้นเอง. . . . .

    ดูเฟรน เป็นคนเงียบและเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เขาใช้เวลาหลายเดือน กว่าจะเอ่ยปากคุยกับเพื่อนซักสองสามคำ และคนแรกก็คือ เรด ชายผิวดำมีอายุ ที่ดูจะเป็นผู้ที่ฉลาดที่สุดในคุกนี้แล้ว และเรดผู้นี้ก็กลายเป็นคนที่ ดูเฟรน จะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต

    เรด คนที่มีอารมณ์เย็น มีหัวคิด เขาอยู่ที่นี้มานาน เขาจึงมีสิทธิพิเศษเล็กน้อย ที่จะลักลอบทำอะไรได้นิดหน่อย นั้นคือนำของจากภายนอกเข้ามาในคุก พวกบุหรี่ รูปสาวสวย หรือของเล่นชิ้นเล็ก ๆ และสิ่งที่ดูเฟรน ขอจากเฟรดคือ ค้อนแกะสลัก เนื่องจากดูเฟรนเป็นคนที่ชอบการแกะสลัก เขาใช้เวลาว่างส่วนมากหมดไปกับค้อนอันเล็กที่ได้มาและหินที่เขาจะหาได้ ทั้งไกลและใกล้ตัว......

    ชีวิตดูเฟรน ที่นี้ได้เจอกับผู้คนมากมาย ทั้งที่เป็นมิตร และเป็นศัตรู คุณจะได้เห็นถึง มิตรภาพระหว่างคนที่ไม่มีอะไรเหลือในชีวิต คนที่ใช้ชีวิตไปในคุกเพียงเพื่อรอความตาย ผ่านการเล่าอันสมจริง และสะเทือนอารมณ์ผู้ชมโดนตรง

    ถึงตรงนี้ ผมไม่อยากจะพูดอะไรที่เป็นการบอกถึงเนื่องเรื่องไปมากนัก บอกได้เพียงแต่ว่า การที่คุณได้นั่งดูชีวิต ของผู้ชายชื่อ ดูเฟรน คนนี้ ดูสิ่งที่เขาเผชิญ ทุกสิ่งที่เขาทำ ทั้งหมดอาจจะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดจากภาพยนตร์ทุกเรื่องที่คุณเคยได้ชมมาก็เป็นได้.......

    และหากคุณคิดว่าเคยดูหนังที่เกี่ยวกับการติดคุกมามากมายแล้ว และคิดที่จะมองข้ามหนังเรื่องนี้ไป ก็ขอให้เปลี่ยนความคิดซะใหม่นะครับ เพราะเรื่องนี้มีการเล่าที่วิเศษ แถมยังมาพร้อมกับเหตุการณ์ที่เกิดกว่าใครจะคาดเดาได้จริง ๆ

    ข้อดีข้อเด่น: หนังมีความยาวกว่าสองชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่มีการใช้เวลาไปอย่างปล่าวประโยชน์เลยแม้แต่วินาทีเดียว! ตั้งแต่เริ่มเรื่อง ก็พาคนดูเข้าสู้ปัญหา เข้าสู้สิ่งที่จะดึงดูดคุณให้ติดตาม และไม่อยากละสายตาไปจากจอ ที่สำคัญคือความใคร่รู้ ที่คุณสร้างขึ้นเอง ว่า พ่อหนุ่มดูเฟรน ผู้นี้จะเอาชีวิตตัวเองรอด จากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างไร

    นอกจากการใช้เวลาอันคุ้มค่าแล้ว ประโยคพูดหลาย ๆ อันยังมีส่วนสัมพันธ์ต่อเนื้อเรื่องในช่วงถัดๆไป อย่างมีลูกเล่น ขออนุญาต ยกตัวอย่างมาหนึ่งเหตุการณ์ ตอนที่ท่านพัศดีเข้ามาตรวจห้องของดูเฟรนอย่างละเอียด ในการดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกคุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่เมื่อดูรอบที่สองแล้ว ผมขอบอกว่า ฉากนี้เป็นฉากที่ผมดูแล้วเสียวที่สุดในชีวิตในชีวิตเลยครับ มันเป็นเยี่ยงไรนั้น ต้องหามาชมกันนะครับ ว่าเหตุการณ์ที่ดูธรรมาดา มันจะมีลูกเล่นได้อย่างไร เมื่อเรามาชมมันในครั้งต่อไป


    อีกข้อดี ที่เรื่องนี้มีให้คนดูอย่างเต็มเปี่ยมนั้นก็คือ ข้อคิดในการสู้ชีวิต ความพยายาม เมื่อผมดูจบสิ่งแรกที่ผมนึกคือ ผมอยากจะขอบคุณผู้ที่แนะนำหนังเรื่องนี้ให้ผมชม และจากนั้นผมคิดถึงพี่สาวอันเป็นสุดที่รักของผม ผมอยากให้คนที่ผมรักที่สุดในชีวิต ได้ชมหนังเรื่องนี้อย่างที่สุด และก็อยากไห้ทุกคนที่มีโอกาสได้หามาดูกัน ข้อคิดดี ๆ จากภาพยนตร์มีมากมายนับไม่ถ้วนขึ้นอยู่กับว่าคุณจะรับมันมาได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง แต่ที่โดดเด่นจริง ๆ ผมว่าคงเป็นความพยายามอันไม่มีที่สิ้นสุด การต่อสู้กับปัญหาที่รุ่มเร้าเข้ามา โดยที่ไม่จำเป็นว่าคุณจะถูกหรือผิด ประเด็นคือคุณจะตอบรับกับปัญหาและหาวิธีแก้ได้ดีแค่ไหนต่างหาก

    หลังจากที่ชมทั้งเนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง บทสนทนา และข้อคิด นั้นก็ยังไม่หมดนะครับ ข้อดีขอ้เด่นที่ผมอยากจะนำมาบอกต่ออีกข้อคือการทำฉาก ทั้งฉากที่มองเห็นได้ด้วยตา และฉากที่ต้องใช้มโนภาพจินตาการขึ้นมาเอง อย่าหาว่าชมกันโอเวอร์ เลยนะครับ พูดง่าย ๆ ว่ากับความกดดันและเข้มข้นของเนื้อเรื่องที่ชวนน่าติดตามอย่างมากนั้นจะพาคุณดำดิ่งสู่ความตรึงเครียดและความท้อแท้ แต่พอคุณได้เห็นฉากจบของหนังเรื่องนี้เท่านั้นแหละ มันเหมือนเป็นรางวัลที่สวยงามและวิเศษที่สุดในการชมภาพยนตร์จริง ๆ

    ข้อด้อยข้อเสีย : นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตวิจารณ์หนังของเวเฟอร์ละมั้งครับ ที่จะบอกว่าหนังเรื่องนี้ ไม่มีข้อเสียที่ผมจะนำมาตำหนิได้เลย หลายคนเห็นว่าการที่หนังเรื่องหนึ่งทำออกมานาน ๆ เล่าช้า ๆ จะเป็นหนังน่าเบื่อ แต่สำหรับผมหากการเล่านั้นมันจะช้าหรือนานแค่ไหน แต่ผลที่ได้จากการตั้งใจชมนั้น มันคุ้มกัน ผมก็ไม่เห็นว่าจะเป็นข้อเสียตรงไหนเลยครับ กลับจะชื่นชอบมันซะอีก คุณลองดูดี ๆ ว่าการคุยเรื่อย ๆ อันแสนน่าเบื่อ แต่แฝงข้อคิดนั้น มันอาจจะดีกว่าฉากแอคชั่นแรง ๆ แต่ไร้สมองก็เป็นได้นะครับ



    บทบันทึก : ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เข้าชิงออสก้าถึง 7 ตัวรวมไปถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชาย แต่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ที่ไปเข้าชิงปีเดียวกับ Forrest Gump หนังที่ได้คะแนนจากทางบ้านอย่างล้นหลาม จึงแพ้ไปแบบเพียงปลายก้อย เท่านั้นเอง
    และภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้คะแนนเรทติ้งที่เวป IMDb ถึง 9.2 เต็ม 10 จากผู้โหวตถึง 220,037 คน เป็นอันดับที่ 2 อยู่ในตอนนี้ครับ และเป็นหนังที่มีผู้เข้ามาโหวตเป็นจำนวนมากที่สุดอันดับ 1 ด้วย
    รางวัลที่ได้เข้าชิงมีอีกมากมายหาชมได้ที่ลิงค์นะครับ >>
    ข้อมูลจาก IMDb ครับ

    สรุปส่งท้าย : ผมพูดได้เต็มปากครับว่านี้คือ หนึ่งในหนังที่ “ดีเยี่ยม” ที่สุดในทุกองค์ประกอบ ที่ผมเคยได้รับชมมา และอยากให้ทุคนได้รับชมความวิเศษนี้ด้วยกัน แล้วคุณอาจจะมีมุมมองชีวิตที่ดีขึ้นในทันที...พร้อมทั้งนึกถึงคนที่คุณรักและอยากให้เขาเหล่านั้นได้ดูเรื่องนี้กันต่อไป

    ป.ล.ขอบคุณ คุณ หอยหลอด ผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เวเฟอร์ครับ

    ความชอบ : 5 เต็ม
    เกรด : A





     
     
    October 19

    ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 5

    ที่สุดของหนังแห่งความเข้าใจยากอันดับที่ 5

    เคยไหมครับที่ดูหนังแล้วไม่เข้าใจ? เคยไหมครับที่ดูหนังจบแล้วงงกับเนื้อเรื่อง? งงว่าหนังเรื่องนี้มันอะไรกันแน่ เป็นไปเป็นมายังไง? ต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู?
    ผมเองผ่านหนังมามากมาย และมีไม่น้อยที่ทำให้เราสับสนไม่เข้าใจ งงเป็นไก่ตาแตกเช่นกันครับ แล้ววันนี้ก็มาถึงที่ผมได้จันอันดับ 5 หนังที่สุดแห่งความเข้าใจยาก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตามที่ทำให้มันเข้าใจยากผมจะอธิบายทีละขั้นละตอนอย่างเมามันส์กันไปเลย

    ก่อนจะอ่านอยากให้ทราบกันถ้วนหน้าตรงกันก่อนนะครับ ว่านี้เป็นงานชิ้นแรกของผมที่ไม่ได้เป็นงานวิจารณ์ ไม่ได้มาเขียนตำหนิถึงข้อดีข้อเสียของหนังเรื่องนั้นๆ แต่เป็นการเล่าและอธิบายถึงเนื้อเรื่องอย่างละเอียดว่าเรื่องราวมีอะไรอะไรบ้าง มีสิ่งไหนที่ผู้สร้างหนังเรื่องนั้น ๆ จงใจสืออกมาถึงคนดู
    และการเล่าทั้งหมดนั้นมาจากความคิดความอ่านความเข้าใจของผมแต่เพียงผู้เดียว หากมีการผิดพลาดหรือไม่ถูกต้องประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

    ***ที่สำคัญสุดๆคือ การอธิบายถึงเนื้อเรื่องทั้งหมดนี้จะร่วมไปถึงการเฉลยทุกอย่างในภาพยนตร์ เพื่อสำหรับผู้เคยชมมาแล้วแต่ยังไม่เข้าใจในเนื้อเรื่องจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ตามที่ผมเข้าใจ
    สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยชมภายนตร์ในกระทู้นี้ขอแนะนำให้รีบปิดสเปซให้เร็วที่สุด อย่ามองตัวหนังสือแม้แต่ตัวเดียวหากท่านอ่านไปแม้เพียงหนึ่งบรรทัดอาจทำให้เสียอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์เรื่องนั้นอย่างมากในภายหลังได้
    ขอบคุณครับ***




    จากการจัดอันดับหนังที่ผมได้ชมมาทั้งหมด แล้วเลือกเฟ้นมาเพียง 5 เรื่องที่ยากที่สุดในการเข้าใจ มาพบกับอันดับที่ 5 กันเลยครับนั้นคือเรื่อง
     
    Identity (2003)
     




    กล่าวนำกันก่อน: Identity เป็นหนังแนวกระตุกขวัญ-ฆาตกรต่อเนื่อง ที่พบได้ทั่วไปตามท้องตลาดบ้านเรา ผู้คนแปลกหน้าตายกันทีละคนๆ จนคนในเรื่องเหลือน้อยลงไปทุกที จนมาถึงบทส่งท้ายก็จะมีการหักมุมว่าแท้จริงแล้วใครคือฆาตกร หนังแนวนี้ถูกนำมาเล่านับครั้งไม่ถ้วนจนขาดความคลาสสิค ความน่าสนใจไปตามกาลเวลา แต่ทว่า หนังเรื่อง Identity ซึ่งเป็นแนวที่ได้กล่าวมานั้น มีการนำเสนอเนื้อเรื่องที่แปลก แหวกแนว คาดไม่ถึง จนสามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาหนีห่างจากหนังฆาตกรโง่ ๆ ทั่วไปได้อย่างดีเยี่ยม ถึงจะไม่ได้เป็นหนังเรื่องโปรดของหลาย ๆ คนที่เคยชมกันไปแต่ หนังเรื่องนี้ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผู้ที่สร้างออกมาได้แบบนี้ นั้นต้องอัจฉริยะ จริงๆ


    ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเข้าใจยาก: จากการชมค่อนแรกของภาพยนตร์คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ในการติดตามเนื้อเรื่อง แต่เมื่อถึงจุดหักมุมนี้ซิ มันคาดไม่ถึงจนเล่นเอาซะงงกันจนตาถลนเลยทีเดียว ก็เพราะหนังเรื่องนี้จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหนังที่มีการหักมุมสุดขั้ว มีเหตุการณ์ที่คนไม่มีทางเดาถูก มีเนื้อเรื่องที่อยู่เหนือการคาดเดา มันถือเป็นสิ่งที่ไม่มีการเตรียมการณ์มาก่อนว่าจะได้รับชมจากหนังประเภทแบบนี้ จึงอาจเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่คนดูตามไม่ทัน ตั้งตัวไม่ทันกับการหันเหเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันเช่นนั้น แต่สำหรับนักดูนักทั้งหลายแล้วนั้น นี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาโปรดปราน “ความไม่ซ้ำซาก”


    เข้าสู่เนื้อเรื่องแห่งความเครียด: เหตุการณ์เริ่มขึ้นที่โมเทล แห่งหนึ่งที่เกิดฝายุฝนอย่างหนักจนเป็นเหตุสุดบังเอิญ (ขอเน้นว่า สุดบังเอิญ) ให้คนแปลกหน้าทั้ง 11 คนต้องมาติดแหงกอยู่ที่โมเทลหลังดังกล่าว 11 คนที่ว่านั้นไม่ใช่พวกวัยรุ่นงี่เง่า ปากดีนะ หนังเลือกที่จะใช้คาแรคเตอร์ ที่แตกต่างและไม่จำเจอย่างเห็นได้ชัดจนดูเหมือนจะเป็นเหตุบังเอิญซะจริงๆ ไล่ไปตั้งแต่



    จอร์จ คุณพ่อที่ดูโง่ๆ เบลอๆ อาจถึงขั้นน่ารำคาญ



    คุณแม่อลิซ ผู้เรียบร้อย



    คุณลูกทิโมธี่ ใบหน้าใสซื่อ โนเนะ



    ปารีส โสเภณี ผู้ผกเงินสดเต็มกระเป๋าหลายแสน



    แคโรไลน์ ดารานิสัยเสีย



    เอ็ดเวิร์ด คนขับดารา คุณธรรมสูงส่ง



    แลร์รี่ เจ้าของโมเทล ผู้ซ่อนความลับ



    โรดส์ ตำรวจหน้าโหดที่กำลังขนย้านนักโทษหน้าเหี่ยม



                               ลูและ จินนี่ คู่รักเพิ่งแต่งงานข้าวใหม่ปลามัน แต่ดูไม่ค่อยรักกันเท่าไหร่เลย....


    เหตุการณ์เข้มข้นและน่ากลัวตั้งแต่นาทีแรกเมื่อ อลิซถูกรถชนอาการบาดเจ็บสาหัส และก็ไม่สามารถนำตัวเธอไปส่งโรงพยาบาลได้ด้วย ก็เพราะพายุฝนที่กำลังตกหนักนั้นแหละ เธอจึงได้แต่นอนรอฝนหยุดอย่างร่อแล่ ทุกคนที่ติดอยู่นั้นก็มีปัญหาของแต่ละคนซึ่งนั้นก็ทำให้พวกเขาเครียดกันพอแล้ว แต่นั้นยังไม่สะใจคนดูหรอก เพราะสิ่งที่พวกคุณรอคอยคือนั่งดูคนเหล่านี้ตายกันอย่างสยดสยองไปทีละรายใช่ไหมล่ะ? ทีนี้ซิพวกคนที่เหลือจะทวีความเครียดกันทันควันเลย คำถามต่อไปไม่ใช่ว่าใครตายก่อนตายหลังหรอก แต่คนดูส่วนมากเริ่มทายกันตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วว่าใครคือฆาตกร (ทายกันไปเถอะไม่ถูกหรอก อิอิ)



                                      ศพแรกก็ ตลึงซะแล้ว เมื่อ เอ็ดพบหัวแคโรไลน์ ในเครื่องซักผ้า!!
                             และสิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ กุญแจเบอร์10 ตกอยู่ในเครื่องซักผ้าอย่างไร้เหตุผล...


    ผู้คนที่เหลือต่างขวัญหนีดีฟ่อ เมื่อมีการตายเกิดขึ้น แล้วไอตัวนักโทษที่ถูกขนย้ายมาก็หายตัวไปทันทีเหมือนจงใจ! จึงตกเป็นหน้าที่ของหนุ่ม ๆ ที่ต้องออกทำหน้าที่ลูกผู้ชายส่วนสาว ๆ และเด็ก ๆ ก็เป็นตัวถ่วงของเรื่องกันต่อไป
    โดยเฉพาะจินนี่ เธอหวาดกลัวจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่ และมีปากเสียงกับสามีของเธอจนมีการทะเลาะกันยกใหญ่และหนีอารมณ์โทสะของสามีเธอเข้าไปอยู่ในห้องน้ำและตะโกนว่าจะไม่ออกมาจนกว่าสามีเธอจะใจเย็น.... แต่เธอก็พลาดซะแล้วที่ขังตัวเองไปแบบนั้นเพราะ....



                        เพราะเมื่อเธอออกมา สามีเธอก็ถูกแทงจนพรุนซะแล้ว พร้อมกำกุญแจหมายเลข9 ไว้ในมือ!!


    เอ็ดเวิร์ดและโรดส์ เร่งตามตัวจับนักโทษที่เพิ่งหนีไปจนได้ตัวและมัดไว้ในห้องเก็บของของแลร์รี่แล้วสั่งให้เขาฝ้านักโทษคนนี้ไว้ แต่แลร์รี่ดูลนลานและหวาดกลัวไม่อยากอยู่กับนักโทษนี่สองต่อสองและไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่เก็บเค้าไว้ในห้องนี้ ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ
    เมื่อเอ็ดเวิรืดกลับมาอีกครั้ง นักโทษคนดังกล่าวก็ตกอยู่ในสภาพนี้ซะแล้ว



                            ไม้เบสบอลคาปากเลย อู้ย สยิว พร้อมกุญแจเบอร์8 อยู่ข้างเก้าอี้อย่างเรียบร้อย


    หักมุมที่หนึ่ง แลร์รี่เจ้าของโรงแรมหรือนี่คือคนฆ่า??: แลร์รี่ มีอาการตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขาบอกว่าเขาไม่ได้ทำเขาไม่ได้ฆ่าคน ไม่ได้ฆ่าใครทั้งนั้น แต่ทันใดนั้นเองกระเป๋าตังค์ของแคโรไลน์ ก็หล่นออกมาจากตัวเขา เขาขโมยของเธอมา!! ไม่มีใครเชื่อแลร์รี่อีกต่อไปแล้ว เขาคว้ามีดขึ้นมาแล้วจอที่คอปารีส เป็นตัวประกัน!!



    เธอขัดขืนต่อสู้ ตีศอกเขาแล้วดันไปข้างหลังห้องเก็บของ ด้วยเหตุบังเอิญ เธอคว้าไปโดนที่เปิดตู้เย็นและเปิดมันออกจนได้พบว่ามีอยู่อีกหนึ่งศพในตู้เย็นของแลร์รี่!!!



                                                        ศพนี้ถูกแช่มาเป็นเดือนแล้ว


    ตอนนี้หลักฐานทุกอย่างแน่ชัดแล้ว ไม่จำเป็นต้องสืบอะไรต่อไปแล้ว แลร์รี่คือฆาตกรอย่างแน่นอน แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงกับศพแช่แข็ง แลร์รี่ก็ฉวยโอกาสหายแว่บไปซะเรียบร้อย เขาไปขึ้นรถเพื่อเตรียมจะหนีอย่างไม่รีรอ ด้วยความรีบเร่ง รถของเขาเกือบชนทิโมธี่ที่ออกมายืนไม่รู้อิโห่อิเหน่ จอร์จเห็นพอดีจึงวิ่งเข้าไปช่วงลูกชาย แต่แลร์รี่หักหลบแล้วขับชนจอร์จอัดเข้ากับกำแพงอย่างจัง!!



                                   จอร์กลายเป็นอีกศพที่ถูกฆ่าต่อหน้าทุกคน อย่างสะพรึงกลัว


    ส่วนแลร์รี่ก็คงจะหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว เขาถูกจับมัดไว้กับเก้าอี้ จากนั้นแลร์รี่จึงเล่าความจริงให้ฟังทั้งหมด! ว่าความจริงแล้ว.....
    เมื่อประมาณเดือนก่อนแลร์รี่เล่นการพนันจนหมดตัว ขับรถมาที่โมเทลแห่งนี้ พบศพของเจ้าของโมเทลตายอยู่นอนหน้าคว่ำจานพาย แลร์รี่เห็นว่าไม่มีใครอยู่เลยยึดโมเทลหลังนี้เป็นของตัวเองซะเลยด้วยความที่ว่าตัวเองก็ถังแตกอยู่ ส่วนศพเจ้าของร้านชื่อว่าแลร์รี่นั้น(ชื่อแลร์รี่เหมือนกันทั้งสองคนเลยบังเอิญดีไหม) เขาจึงเอาไปแช่ไว้ในตู้เย็นเพื่อรอญาติหรือใครมารับตัวไป จากวันนั้นเมื่อมีคนมาพักที่โมเทลแลร์รี่ก็ทำตัวเป็นเจ้าของโมเทลคนใหม่ซะเลย ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่มีใครมารับศพที่ว่า แลร์รี่จึงทำเนียนและตั้งใจจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีกเลย ถึงแม้ทั้งหมดจะฟังดูเหมือนเป็นเพียงแค่คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่หากมันเป็นเรื่องจริงล่ะ หากทุกอย่างที่เขาบอกเป็นนั้นเรื่องจริง หากแลร์รี่ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วใครล่ะที่เป็นฆาตกรในค่ำคืนนี้???



     ขณะที่ทุกคนกำลังฟังเรื่องของแลร์รี่ นั้นเรื่องเศร้าอีกเรื่องได้บังเกิดเมื่ออลิซ (แม่ของทิโมธี่ที่ถูกรถชน) นอนสิ้นลมหายใจอยู่ในห้องข้าง ๆ อย่างสงบ... (หรือปล่าว)
    พร้อมกุญแจเบอร์ 6 วางอยู่ข้าง ๆ อย่างจงใจ (อีกครั้ง)


    ชวนคนฉลาดมาคิด: หากฆาตกรจงใจ ให้มีกุญแจอยู่ที่ศพไล่ลำดับมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เบอร์ 10 ไปจนถึงเบอร์ 1 ล่ะก็ แคโรไลน์หมายเลข10 ลูหมายเลข9 นักโทษหมายเลข8 อลิซได้หมายเลข6?!? แล้วหมายเลข7 ไปไหน ? ศพของจอร์จไง ที่ถูกแลร์รี่ขับชนด้วยอุบัติเหตุ ในกระเป๋ามีกุญแจหมายเลข7 อยู่ในนั้น!!! หมายความว่า ฆาตกรลำดับมาแล้วหรอว่าใครจะตายก่อนตายหลัง ฆาตกรรู้ได้อย่างไร ว่าจอร์จจะวิ่งเข้าไปขวางรถเพื่อช่วยทิโมธี่ จนถูกชนซะเอง แล้วฆาตกรรู้ได้อย่างไรว่า อลิซจะสิ้นใจตายเป็นศพต่อมา ทั้ง 2 ต่างตายด้วยอุบัติเหตุจริงๆ แต่เหตุใดหนอกุญแกจึงไปอยู่ที่ศพแล้วเรียงตัวเลขอย่างจงใจ เว้นแต่จะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติเท่านั้นแหละ!!!
    เมื่อเอ็ดเห็นว่ามันชักจะไม่ธรรมดาแล้ว มันไม่ใช่เพียงแค่ฆาตกรทั่วไปแน่ๆ เขาจึงให้ปารีสและจินนี่ พาทิมโมธี่ขับรถหนีไป ไปให้ไกลที่สุดไปจากที่นี่ แต่ทันทีที่จินนี่และทิมโมธี่ขึ้นรถมันก็.....



                                                 ระเบิดทันทีจนไม่เหลือแม้แต่ซากศพ


    เรื่องคงจะไม่สามารถแปลกไปได้มากกว่านี้เมื่อศพของทุกคนหายไปหมดไม่เพียงแต่เฉพาะศพของจินนี่และทิมโทธี่ ศพของทุกๆคนก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว! ทั้งศพเสื้อผ้าและแม้กระทั้งคราบเลือด ไม่มีเหลือไว้แม้แต่นิดเดียว เหมือนพวกเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อนอย่างนั้น!!
    ทั้ง 4 คนที่เหลือรอด ปารีส เอ็ดเวิร์ด แลร์รี่ และโรดส์เริ่มรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาเข้าไปทุกทีจนได้คุยกันไปมาและพบว่าพวกเขาทั้ง 11 คนที่ได้มาเจอกันในค่ำคืนนี้มีบางอย่างที่สัมพันธ์กัน อย่างคาดไม่ถึง พวกเขาทุกคนเกิดวันวันเดียวกัน!!! วันที่ 10 พฤษภาคม.......
    เอ็ดเวิร์ด เริ่มตระหนังถึงความจริงและสาเหตุที่พวกเขาต้องมาอยู่ที่นี้ เอ็ดเวิร์ดคิดอะไรได้หลายอย่าง ไม่เพียงแต่พวกเขาทั้ง 11 คนนั้นจะมีเกิดวันเดียวกัน ชื่อนามสกุลพวกเขาทุกคนยังคล้ายกับชื่อรัฐและประเทศเหมือนกันหมดทุกคน!!! จอร์จ-อลิซ-ทิโมธี่ ยอร์ค / แคโรไลน์ ซูซาน / จินนี่-ลู อินเซียน่า / แลร์รี่ วอชิงตัน / ปารีส แนวาด้า / โรดส์ โรดส์ไอส์แลนด์ / เอ็ด ดาโกต้า
    เมื่อเอ็ดเวิร์ดคิดย้อนไปมาและตระหนักถึงความจริงทั้งหมด เขาก็วูบดับเหมือนจะหมดสติแต่ก็ไม่ใช่ เขาได้ยินเสียงคนๆ หนึ่งคุยกับเขา เขาลืมตามาอีกทีพบว่าเขาไม่ได้อยู่ที่โมเทลหลังเดิมอีกแล้ว เขามาอยู่อีกที่หนึ่งที่ซึ่งมีคนหน้าแปลก 5 คนนั่งล้อมวง จ้องมองดูเขา แล้วถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น



     เมื่อเอ็ดเวิร์ดเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดกลับไม่มีอยากจะฟังเขาเท่าไหร่ เอ็ดเวิร์ดจะต้องรู้ว่าเขาไม่ได้มาที่นี้เพื่อเล่า แต่เอ็ดเวิร์ดจะต้องมาที่นี้เพื่อฟัง มาฟังความจริงทั้งหมด มาฟังสาเหตุที่แท้จริงของค่ำคืนนี้


    หักมุมที่สอง ครั้งสำคัญจุดแปรผันของเนื้อเรื่อง: ดอกเตอร์ผู้ชายที่นั่งมองหน้าเอ็ดเวิร์ดเล่าให้ฟังว่ามีผู้ชายชื่อ มัลคอล์ม ริเวิอร์ส เป็นคนที่มีปัญหาตั้งแต่เด็ก จิตใจบอกช้ำเหลือหลายจนกลายเป็นโรคหลายบุคลิก คือโรคที่คิดว่าตัวเองมีหลายร่าง แตกต่างกันไป (ยกตัวอย่างเรื่อง psycho ที่เป็น 2 บุคลิกนั้นก็โรคเดียวกัน) มัคคอล์ม เป็นคนที่มีบุคลิกมากมายในหัวสมอง ทั้งดีและเลวแตกต่างกันไป นั้นก็ฟังดูแปลกมากแล้ว แต่ที่แปลกกว่ายังมี คือ เอ็ดเวิร์ด และทุกคนที่เขาเจอในค่ำคืนนี้ ล้วนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในบุคลิคของมัลคอล์ม ริเวิร์ส !!!
    ทุกคนถึงได้มีวันเกิดวันเดียวกัน วันที่ 10 พฤษภาคา ทุกคนถึงได้มีชื่อที่สัมพันธ์กัน ทุกคนเป็นเพียงบุคลิกที่เกิดมาจากคนคนเดียวกัน อยู่ในหัวของมัลคอล์มเพียงคนเดียว!!!


                                                   ใบหน้าขอมมัลคอล์ม รีเวิอร์ส


    เมื่อบุคลิกใดเกิดความเครียดจัดๆ จะได้ครอบครองร่างของมัลคอล์ม อย่างที่เอ็ดเวิร์ดกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ปัญหาคือเมื่อ4 ปีก่อนเมื่อบุคลิกที่เป็นฆาตกร(ซึ่งเราก็ยังไม่รู้กันว่าบุคลิกใดกันแน่ที่เป็นฆาตกร) ขึ้นครองร่างแล้วออกฆ่าคนหลายศพ จนทำให้มัลคอล์ม ถูกจับพร้อมโทษประหารชีวิตและให้กินยาเพื่อให้ลดจำนวนบุคลิกในร่างของเขาลง โดยยาที่กินจะทำให้บุคลิกทั้งหมดของเขามาเจอกันเอง จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ช่วงแรกในเรื่องนั้นเอง จากนั้นบุคลิกที่เป็นฆาตกรจึงออกฆ่าบุคลิกต่าง ๆ ออกให้หมดเพื่อเป็นการกำจัดบุคลิกให้หมดไปจนเหลือเพียงบุคลิกเดียวเท่านั้น (เมื่อบุคลิกที่ถูกฆ่าตายหรือถูกกำจัด ศพของพวกจึงหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนกับไม่มีตัวตนนั้นเอง)
    คำถามตอนนี้ ในบุคลิกที่เหลือรอดมาตอนนี้ทั้ง 4 คน บุคลิกใดกันแน่ที่เป็นฆาตกร!!!
    ด๊อกเตอร์บอกกับเอ็ดเวิร์ดว่า ให้เอ็ดเวิร์ดกลับเข้าไป จัดการฆ่าบุคลิกที่เป็นฆาตกรทิ้งซะ เพื่อที่จะให้ศาลเชื่อว่าร่างของ มัลคอล์ม รีเวิร์ส จะไม่ออกไปฆ่าใครอีก เมื่อบุคลิกที่เป็นฆาตกรในหัวของเขาหายไปแล้ว
    ทุกอย่างที่เอ็ดเวิร์ดฟังมาเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ตัวเองยังแทบไม่อยากจะเชื่อว่าทั้งหมดที่ฟังมานั้นเป็นเรื่องจริง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องในหัวของคนเพียงคนเดียว
    จากนั้นเอ็ดเวิร์ดต้องกลับมา มาจัดการกับบุคลิกที่เป็นฆาตกรมาฆ่ามันทิ้งซะ เพราะหากมัลคอล์ม ถูกประหารชีวิตแล้วล่ะก็ จะไม่มีใครได้เหลือรอดเลยแม้แต่บุคลิกเดียว


    หักมุมที่สาม คนนี้หรือคือบุคลิกที่เป็นฆาตกร: ในขณะที่เอ็ดเวิร์ดวูบไปที่โลกแห่งความจริง ที่โมเทลไฟดับไปแล้ว ปารีส แลร์รี่ และ โรดส์ จึงต้องหาไฟสำรองกัน ปารีสเข้าไปหาของอะไรที่จะช่วยได้ในรถของโรดส์ และได้พบว่ารถไม่ได้มีกุญแจขับมา! รถต่อสายตรง รถคันนี้ถูกขโมยมา!! และปารีสยังได้พบกับเอกสารขนย้ายนักโทษ ว่าไม่ได้ขนย้ายนักโทษเพียงคนเดียวแต่เป็นการขนย้ายนักโทษสองคน อีกคนก็คือ...



    โรดส์ไม่ได้เป็นตำรวจแต่อย่างใด เขาก็เป็นนักโทษอีกคนนั้นเอง ทั้ง 2 เป็นเพื่อนกัน ที่ได้ฆ่าตำรวจแล้วหนีมา ฉะนั้นเห็นดังนี้แล้ว โรดส์คือบุคลิกที่เป็นฆาตกร....



    ศพตำรวจที่เขาฆ่ามายังถูกซุกอยู่หลังรถอยู่เลย...



    ปารีสได้รู้เข้าจึงกลัวจัดและรีบไปบอกความจริงแก่แลร์รี่ แต่เธอพบกับโรดส์ซะก่อน จึงเกิดการต่อสู้กัน แล้ว แลร์รี่ถูกโรดส์ยิงตายจังๆ


    เอ็ดเวิร์ดเข้ามาหาปารีสเขาไม่ได้เล่าอะไรได้เล่า ”ความจริง” ให้ปารีสฟังแต่อย่างใด เพียงแต่บอกให้เธออยู่ห่าง ๆ เอาไว้จากนั้นเอ็ดเวิร์ด ตรงไปหาโรดส์แล้วเปิดฉากแลกกระสุนกันทันที เอ็ดเวิร์ดจงใจไม่หลบกระสุนแต่อย่างใด เพราะเขารู้ว่าเขาเองสมความที่จะตายไปพร้อมกับฆาตกร ให้ปารีสนั้นรอดชีวิตไป ให้เธอเป็นบุคลิกเดียวที่เหลือดรอด และทุกอย่างก็จะจบลงอย่างสงบไม่มีบุคลิกใดเป็นฆาตกรอีกต่อไป...







    เมื่อเอ็ดเวิร์ดและโร๊ดส์ตายไป ก็จะเหลือเพียงบุคลิกปารีสเพียงคนเดียวในหัวของมัลคอล์ม รีเวอร์ส


    เรื่องราวจบลงด้วยความสงบสุข ฆาตกรถูกฆ่าตาย บุคลิกที่เป็นคนดีเหลือรอดเพียงบุคลิกเดียว มัลคอล์ม รีเวิร์ส ก็ไม่ถูกประหารชีวิต เขาถูกส่งไปอยู่โรงพยาบาลโรงประสาทของรัฐ
    ปารีสใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุขเหมือนเคยในหัวของมัลคอล์ม เธอไปซื้อไร่ส้ม ตามที่ตั้งใจไว้ ไม่มีเรื่องใดให้กังวลใจอีกแล้ว
    จนกระทั้งวันหนึ่งเมื่อเธอกำลังพรวนดินในสวนของเธอเธอพบกับ กุญแจหมายเลข 1.....
    นั้นอาจหมาความว่าการฆ่ายังไม่จบสิ้น.....
    เพราะ...








    หักมุมสุดท้ายที่สุดของความเหนือการคาดเดา: ฆาตกรตัวจริงปรากฏกายอยู่เบื้อหน้าเธอง้างอาวุธเตรียมที่จะฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยมเขาคือ



    ทิโมธี่ นั้นเอง!!!!!!!!!!!!!!!!



    ทิโมธี่ เป็นคนถือมีดไปฆ่าแคโรไลน์และ ลูในคืนนั้น






    ทิโมธี่ จงใจเดินไปให้รถตัดหน้า เพื่อให้รถมาชนจอร์จ






    ทิโมธี่เป็นคนเอาไม้เบสบอลไปยัดคอนักโทษ



    ทิโมธี่เป็นคนอุดปากและจมูกอลิซให้ตายคามือเขาเอง



    ทิโทธี่เป็นอีกหนึ่งบุคลิกที่เหลือรอด ทิโมธี่คือบุคลิกที่เป็นฆาตกร!!!!!


    จากนั้น มัลคอล์ม ริเวิอร์ส ก็จะเหลือบุคลิกเดียวในร่างกาย นิสัยเดียวในสมอง ฆาตกรทิโมธี่..........




    และสุดท้ายอยากบอกว่าหักมุมได้ถูกใจเวเฟอร์ซะจริง ๆ



    เป็นไงครับ หวังว่างานชิ้นนี้คงช่วยแก้ปัญหาที่คาใจผู้ที่เคยชมเรื่องนี้ไปแล้วไม่มากก็น้อยนะครับ ขอบคุณครับที่ติดตามผลงานมาอย่างสม่ำเสมอ


    แล้วพบกับอันดับที่ 4 เร็ว ๆ นี้แน่นอนครับ

    August 26

    5 ที่สุดของการแปลงโฉมแห่งโลกภาพยนตร์

     
    ในโลกของภาพยนตร์ การหานักแสดงที่เหมาะสมกับบทบาทนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งแล้ว แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการแปลงโฉมนักแสดงให้เหมาะกับบทบาทที่เขาเหล่านั้นได้รับ เพราะ นอกจากต้องใช้การแสดงจากตัวนักแสดงแล้ว ก็ยังจะต้องใช้เมคอัฟ เอฟเฟ็ค ลงทุน ลงแรง สารพัด ที่จะเปลี่ยนคน ๆ หนึ่งไปสู่อีกตัวละครโดนสิ้นเชิง บวกผสมผสานเข้ากับการแสดงของนักแสดงอันดีเยี่ยมแล้วนั้น ผลที่ได้ย่อมส่งผลให้กับตัวหนังให้มีมิติ และความสนุกขึ้นมามากมายทีเดียว และตรงนี้ผมยกตัวอย่าง 5 การแปลงโฉมในโลกภาพยนตร์ที่เป็นที่จดจำที่สุดของผมมาให้ได้ชมกันครับ
     
     
                                     
     
    5. อ้วน ได้ ผอม ได้ อ้วน ได้ ผอม ได้
    Renee Zellweger ในบท Bridget Jones จากเรื่อง Bridget Jones's Diary (2001)
     
                                     
     
    จากสาวรูปงามเอวบางร่างน้อยอย่างที่ในรูป Renee Zellweger ต้องพลิกผันตัวเองไปเป็นสาวอ้วน อวบอิ่ม วิ่งตามหารักแท้ ที่แสนเฉิ่ม ทุรักทุเล และน่าเห็นใจเป็นที่สุด สิ่งที่คนดูต้องเทคะแนนให้หมดน่าตักคือ เธอจัดการการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง ทั้งกินอาหาร เค้ก ช๊อคโกแลท สารพัดอาหารที่กินแล้วจะทำให้เธอ อ้วนฉุ ทันเวลาเปิดกล้อง!! โดยทีมผู้สร้างนอกจากจะจ่ายค่าตัวเธออย่างสมน้ำสมเนื้อแล้ว ยังจ่ายเป็นพิเศษให้เธอคิดตามจำนวนน้ำหนักที่เธอสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย!!! แต่ที่มันสุด ๆ จริง เธอหลังจากปิดกล้องไม่นานเธอก็กลับมาผอมพลิ้วร่างบางได้อย่างมีเวทมนต์ และกลับมาอ้วนได้อีกครั้งในการถ่ายทำ Bridget Jones's Diary ภาคที่ 2 ประดุจร่างกายเธอมีจุกลมสั่งได้ จะเป่าลมปล่อยลมยังกับห่วงยางบางแสนก็ไม่ปาน เพราะหลังจากปิดกล้องหนัง ภาค 2 ไม่นาน เธอก็กลับมาผอมเพรียวและสวยงามในแบบเดิมของเธออีกครั้ง !!!


                    

     4. จากเจ้าชายไปสู่จอมมาร
    Ralph Fiennes ในบท Lord Voldemort จากเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire (2005)




    Ralph Fiennes สุดหล่อของเวเฟอร์ในหนังดี ๆ หลายเรื่อง และที่ผมชอบที่สุดก็คงจะเป็นในบท ฆาตรกรผู้ คลั่งไคล้ Dr. Hannibal จากเรื่อง Red Dragon แถมยังประฉันบทบาทกับ Edward Norton อีกด้วย เป็นหนังที่เลือกฝ่ายไม่ถูกจริง ๆ
    กลับมาที่การแสดงของ Ralp ที่ต้องพลิกบทบาทในการแปลงโฉมสุดขีด คือการรับบทเป็นจอมมารที่ชั่วช้าที่สุดในรอบ 100 ปีของโลกเวทมนตร์ Lord Voldemort นั้นเอง ที่รูปลักษณ์ไม่ต่างกับลูกครึ่งคน คน-งู ยังกับเป็นลูกของเก็งกอง ซะงั้น และความดีความชอบก็ตกเป็นของฝ่ายแต่งหน้า ที่ทำให้คนสุดหล่ออย่าง Ralph Fiennes กลายเป็น จอมมารแห่งความน่ากลัว และน่าเกลียดเป็นที่สุดไม่ทิ้งคราบมาดหล่อเทห์ ไว้ให้ได้ยลโฉมกันแม้แต่นิดเดียว...





    3. มาดแมน ก็แต๋วได้
    Gael Garcia Bernal ในบท Ignacio จากเรื่อง Bad Education (2004)


                 

        

     หนุ่มนักแสดงมาแรงแห่งยุดที่ได้ใจสาว ๆ ค่อนโลกไปครอง Gael Garcia Berna ด้วยใบหน้าอันมีเสน่ห์และการแสดงที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นบทหนุ่มน้อยฟันไม่เลือก ฟันสาว ฟันแฟนเพื่อน ฟันแม่เพื่อน ฟันแม่งกระทั้งเพื่อน!!! ในเรื่อง Y tu Mama Tambien มาสู่การรับบท เป็นกระเทยสาวผู้มีชีวิตอับยศ อดสู่ และลำบากเป็นอย่างที่สุดโดยมีความหวังจะ แก้แค้นกับคนที่ทำกับเขาไว้ในวัยเด็กจนเติบโตมาและมีสภาพที่แสนลำบาก แต่..... เรือง Bad Education มีการเล่าที่สลับ ซ้ำซ้อน และซ่อนเงือนเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ในการชมรอบเดียว บางคนที่ดูรอบแรกแล้วคิดว่าเข้าใจหมด ส่วนมากคือพวกเขาไม่เข้าใจเลยต่างหากว่าผู้กำกับต้องการจะสื่ออะไรกับคนดู
    มาพูดถึงการแปลงโฉมด้วยการแต่งหน้าแบบกระเทยจ้าสุด ๆ แล้วนั้น Gael Garcia Berna เองยังแสดงได้เหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี เป็น ชาย – หญิง ได้อย่างดีเยี่ยม และจึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชิวิตการแสดงเขาจะเป็นที่น่าจับตามองไปอีกนานแสนนาน...



     



    2. สุดสวยหยาดเย้อม ไปสู่ สุดโทรดเกิดจะทน
    Charlize Theron ในบท Aileen จากเรื่อง Monster (2003)

               
    หากจะจัดอันดับผู้หญิงที่สวยงามที่สุดที่สายตาของเวเฟอร์จะเคยยลโฉมมา คงจะต้องมี Charlize Theron อยู่อันดับต้น ๆ เป็นแน่ เพราะเธอสวยงามจริง ๆ แบบไม่ต้องบรรยายกันเลยทีเดียวดูได้จากรูปที่ผมนำมาฝากกัน แล้วเธอยังเป็นนักแสดงที่แสนวิเศษอีกด้วย จากการยอมลงทุนปล่อยตัวให้กลายเป็น สาวเลสเบี้ยนติดยา มีชีวิตเซ็งเคร็ง และโหดร้ายอย่างแรง Charlize สวมบทบาทดังกล่าวได้อย่างไม่มีที่ติ และทิ้งความสวยทั้งหมดของเธอไว้นอกกองถ่ายได้อย่างหมดเกลี้ยง เหลือแต่เพียง หญิงโทรม โหด มากที่สุดในโลก ที่เวเฟอร์จะเคยพบเห็นมาเลยแหละ ความสามารถของเธอในการถ่ายทอดมิติที่ลุ่มลึกของตัวละครนี้ ก็พาเธอขึ้นไปรับรางวัลออสก้าสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมไปครองอย่างภาคภูมิใจ



    1.โฉมงาม สู่ ปีศาจกลายพันธุ์
    Rebecca Romijn ในบท Mystique จากเรื่อง X-Men(2000) , X-Men2 (2003) , X-Men: The Last Stand (2006)

                     

     
    ตัวละคร Mystique ที่มีร่างกายเป็นเกล็ดสีน้ำเงิน ตั้งแต่กลางกระบาล ไปสู่ปลายเล็บ เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่า นั้นแต่งเอาหรือใส่ชุดหนังสวม หรือเธอเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะมันช่างสมจริงซะเหลือเกิน ซึ่งต้องชมทีมงานแต่งหน้า ที่ลงทุนเสียเวลาวันละหลายชั่วโมงประดิฐประดอยแต่งตัว โฉมงาม Rebecca Romijn ให้กลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์สุดเซ็กซี่และขนลุกดังกล่าว
    และมันก็น่าทึ่งและแปลกใจเป็นที่สุดในการแปลงโฉมนี้ เพราะเป็นที่ถกเถียงกันในตอนแรกว่า นักแสดงแก้ผ้าหมดเลยหรือปล่าวนั้น ทำไมถึงได้แต่งออกมา แนบเนียนขนาดนั้น ตอนแรกผมเองยังอดสงสัยไม่ได้ ว่านักแสดงคนไหนเล่าจะลงทุนขนาดนั้น แต่คำบอกเล่าจะปากของเธอเองบอกว่า เธอใสบีกินนี่อยู่ และทีมงานกว่า 20 คนก็รุมล้อมเธอร่วมสิบกว่าชั่วโมง เนรมิตตัวเธออย่างละเอียดยิบ วางเกล็ดต่อเกล็ด เพนท์สีตามร่างกายทุกระเบียดนิ้ว ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ธรรมดาไว้บนเรือนร่างอันงดงามของเธอเลย และผลที่ได้ออกมาก็คือ อีก 1 ตัวละครที่ได้ใจผู้ชมไปอย่างมากที่สุดตัวหนึ่งตลอดกาล ... Mystique นั้นเอง....

    July 23

    Lady in the Water นิทานก่อนนอนของ M.Night Shyamalan

    คำวิจารณ์ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ของผู้วิจารณ์ ห้ามนำไปเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาติเป็นอันขาด
     
     
     
    บทวิจารณ์นี้ไม่มีการบอกถึงเนื้อเรื่องในภาพยตร์นะครับ คุณสามารถอ่านตั้งแต่ต้นยันจบได้อย่างสบายใจ
     
    นำเรื่อง: หนังตามแบบฉบับของ M.Night เจ้าพ่อแห่งการทำหนังหักมุมและกระตุกขวัญ ที่สำคัญคือการหลอกล่อคนดู ให้หลงติดกับไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร เข้าใจใช้ " ความอยากรู้ " ของคนดูเป็นตัวล่อให้หนังดำเนินเนื้อเรื่องไปอย่างน่าติดตาม โดยครั้งนี้กับเรื่อง Lady in the Water ยังคงรักษาความเป็น M.Night ได้อย่างเหนียวแน่น ถึงแม้จะลดการเซอร์ไพรซ์คนดูไปเยอะ แต่ที่มีเพิ่มเข้ามาคือความอบอุ่น ความเชื่อ การช่วยเหลือ และความดีงาม ที่เราทุกคนเคยได้รับการกล่อมเกลามาจากนินทานก่อนนอนสมัยวัยเด็ก และมันแทบจะไม่เหลืออยู่ในจิตใจของหลาย ๆ คนแล้วทุกวันนี้...
     
     
    ข้อดีข้อเด่น: M.Night ยังคงรักษาฝีมือในการทำให้คนดูสะดุ้งตกใจ กรี๊ดออกมาเลยก็มี โดยที่ผู้กำกับคนนี้เค้าเน้นที่คุณภาพ ไม่ใช่ที่ปริมาณ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงนิสัยการทำหนังของเขาอย่างเด่นชัด ประมาณว่าหากมีเยอะเกินไปจะทำให้ลดค่าในตัวของมันไป
    และเอกลักษณ์อีกอย่างที่ผมชื่นชอบคือการเล่าเรื่องที่เหนือการคาดเดาของคนดูได้เสมอ ถึงแม้ในเรื่อง Lady in the Water นี้ จะไม่ถึงขั้นว่าเป็นหนังหักมุม แต่มันก็มีเนื้อเรื่องที่คนดูไม่มีทางเดาออกอย่างแน่นอนว่าจะดำเนินไปทางใด หรือตัวละครใดจะมีความสำคัญขึ้นมา คุณจะต้องดูอย่างตั้งใจและจับจุดของบทสนทนาในแต่ละฉาก เพราะฉากที่คุยกันพร่ำเพื่อทั้งหลายนั้น อาจซ่อนอะไรเอาไว้แบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว และแน่นอนว่ามันจะอยู่เหนือการคาดเดาของคุณ
    อีกอย่างที่น่าชมเป็นอย่างยิ่งคือการที่เค้าสามารถนำนินทานโบราณมาเล่า และผสมผสานในรูปแบบของตัวเองได้อย่างลงตัว และน่าเชื่อถืออย่างประหลาด อาจเป็นเพราะการแสดงที่ดูจริงใจใสซื่อของ Bryce Dallas Howard ผู้รับบทผู้หญิงในสายน้ำ หรือ Story ด้วยกระมั้ง เพราะเธอถือว่าเล่นได้ดีทั้งจาก The Village และเรื่องนี้ เหมือนเราเชื่อว่า เธอมาจากสายน้ำจริง ๆ เธอใส่ซื่ออย่างมีเสนห์และมุ่งมั่น อย่างจริงใจเป็นที่สุด
     
     
    อีกทั้งการแสดงของนักแสดงท่านอื่น ๆ Paul Giamatti นั้นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างพอใจ ไม่เสียชื่อที่เคยอยู่ในหนังดี ๆ และที่น่าชมจากใจจริงอีกก็คือตัวประกอบของทั้งเรื่องที่แสดงได้เป็นธรรมชาติดี จะว่าไปแล้วไม่จำเป็นต้องแสดงให้ลึกซึ้งอะไรมากมายแค่แสดงความเป็นคาแรคเตอร์ตัวนั้น ๆ ออกมาให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องนั้นมันก็ดีมากเพียงพอแล้ว
     
     
    ข้อด้อยข้อเสีย: จุดที่เป็นข้อขัดใจของหลาย ๆ ท่านที่จะไม่ชอบหนังของ M.Night ก็คือ การที่หนังเล่าเรื่องแบบ เอื่อย ๆ ช้า ๆ คุยกันหลาย ๆ ฉากติดต่อกัน จนหนังมันกลายเป็นยานอนหลับเข้าไปทุกที แหละพวกคุณก็เฝ้ารอแต่ฉาก สยอง ๆ ระทึกขวัญ ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งมันก็มีซะน้อยนิดเหลือเกิน จนเมื่อถึงตอนเซอร์ไพรซ์คนดู คุณก็ยังไม่ชอบใจมันอยู่ดี เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการมารับชมในหนังสยองขวัญ สรุปเมื่อคุณเดินออกมาจากโรง คุณก็รู้สึกเหมือนเสียเวลาไปฟรี ๆ 2 ชั่วโมง
     
     
    แต่หากคุณเปิดใจให้กว้างอีกซักกนิดและลองพิจารณาดูถึงข้อแตกต่าง ๆ ของหนังที่ เค้าทำออกมา ว่าแกนหลักลึกแล้ว ๆ หนังต้องการจะซื่ออะไรกับคนดู คุณอาจจะเซอร์ไพรซ์กับตัวเองขึ้นมาเลยก็ได้ ว่าตัวเองได้พลาดสิ่งน่าสนใจไปมากเพียงใด แต่ยังไงซะถ้าคุณยังคงถวิลหา ฉากหลอกหลอน น่ากลัวสุดขีด หลอกกันทั้งเรื่อง แบบไม่สนว่าเนื้อเรื่องจะซ้ำซากและไร้สาระเพียงใด ก็แนะนำ ให้ไปหาหนังผี เอเชีย ๆ ชื่อสั้น ๆ พวกนั้นดู คุณอาจจะมีความสุขกับหนังพวกนั้นได้มากกว่า เพราะหากคุณหยึดติดกับหนังพวกนั้นถึงขั้นฝังกระดูดดำซะแล้วนั้น ยังไงซะหนังของ M.Night ก็ไม่สามารถเติมเต็มอารมณ์ของคุณได้อยู่ดี สิ่งที่ M.Night นำเสนอมันมีมากกว่านั้นนะครับ
    แต่จุดที่ผมเองก็ข้องใจในเรื่องนี้ คือการที่ หนังไม่สามารถหาจุดคลายแม็กซ์ให้กับตัวเองได้อย่างสมเกียตร และสิ้นเรื่องเอาได้ดื้อ ๆ มันอาจมองดูลงตัวในรูปแบบของคำว่านินทาน แต่ไม่เติมเต็มให้คนดูได้ในรูปแบบของคำว่า ภาพยนตร์ สรุปง่าย ๆคือมันจบง่ายไปนั้นเอง
     
     
    สรุปสุดท้าย: เรื่อง Lady in the Water ของ M.night เรื่องนี้เป็นอีกครั้งที่เขายังคงทำหนังในรูปแบบของตัวเองได้อย่างน่าพอใจ ถึงแม้จะไม่หวือหว่าและถูกใจคนหลายกลุ่มอย่าง The Sixth sense หรือ Signs แต่เรื่องนี้ก็ลงตัวในคำว่า "นินทาน" และรูปแบบของมันเองอยู่แล้ว พูดง่าย ๆ อีกคือ โดยร่วมเรื่องนี้ยังดีกว่า The Village ครับ เพราะใน Lady in the Water มันเหมือนคุณและเนื้อเรื่องได้เดินไปพร้อม ๆ กัน อย่างน่าติดตาม และน่าคิด ที่ซอดแทรกความอบอุ่นมาเรื่อยๆ  ไม่เหมือนกับใน The Village ที่เดิน ๆ ไปด้วยกันอย่างน่าเบื่อ และถีบส่งออกมาอย่างไร้เยื่อใย ในตอนจบ
    และขอย้ำอีกครั้งนะครับ ว่าก่อนชมภาพยนตร์เรื่องนี้ยากให้คุณเปิดใจให้กว้าง และวิเคราะห์ถึงความสำคัญกับมิติอันลุ่มลึกของตัวละคร แล้วคุณจะรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นหนังกระตุกขวัญที่ไม่เหมือนใครและแปลกดีจริง ๆ
     
    ความชอบ: 3.5 เต็ม 5
    เกรด: B
     
     
     
     
    July 19

    X-MEN: The Last Stand ความผิดมหันต์ของเหล่ากลายพันธุ์

     

    นำเรื่อง: 1 ในหนังที่ผมอยากดูที่สุดในรอบ 3 ปีนี้เลยก็ว่าได้ ด้วยการสะสมความดีในตัวเองมาอย่างต่อเนืองของ 2 ภาคต่อหน้านี้ การมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจน่าติดตาม ตัวละครที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอย่างเด็ดชัดและน่าลุ้นน่าเอาใจช่วย อย่างสุดใจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะ หรือ ฝ่ายอธรรม แต่....ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในภาคที่ 3 ด้วยเนื้อเรื่องที่ว่าทางองค์การรัฐบาลสามารถหาวิธีการรักษาการกลายพันธ์ของพวกมนุษย์กลายพันธ์ได้ แต่ทว่านั้นเป็นทางออกที่ถูกต้องแล้วหรอ? เพราะทันทีที่ข่างได้มีการแจ้งออกไปย่อมมีผู้ที่เห็นด้วย และต่อต้านมากมาย โดยกลุ่มต่อต้านแน่นอนอยู่แล้วว่านำโดยแมคนีโต้ เจ้าเก่าผู้คิดอาฆาตค้าเหล่ามนุษย์ธรรมดาทุกคนบนโลกใบนี้ และยังคิดจะมารักษาเหล่ากลายพันธ์หรอ ฝันไปเถอะ

    ข้อดีข้อเด่น: ความสวยงามของ สเปเชียลเอฟเฟ็คครับ พลังของทุกคนในเรื่องถูกถ่ายทอดมาในภาพที่สมจริงสมจัง เหมือนพวกเขามีพลังนั้นจริง ๆ โดยเฉพาะ ดาร์ค ฟีนิกซ์ ใช้พลังไม่เกรงใจชาวบ้านกันเลย แล้วก็ความมันส์ที่มีให้ครบตามสูตร ส่วนเรื่องของการแสดงถือว่า พอถูพอไถไปทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ไม่มีอะไรให้ติ แต่ก็ไม่มีอะไรให้ชมมากมายนัก



    ข้อด้อยข้อเสีย: การที่หนังเปลี่ยนผู้กำกับนั้น ก็เหมือนเปลี่ยนธีม ของเรื่องไปเลยทีเดียว จากที่ Bryan Singer เคยกำกับเมื่อสองภาคล่าสุดมาก ซึ่งก็ถูกใจแฟน ๆ กันมิใช่น้อย แต่ในภาคนี้เปลี่ยนมาเป็น Brett Ratner ที่เคยมีผลงานอย่างเช่น Rush hour ความรู้สึกที่ส่งผลกระต่อคนดูจากเรื่อง X-Men 3 เลยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจาก 2 ภาคที่ผ่านมา ซึ้งสำหรับคนทั่วไปอาจยอมรับในการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ เพราะผู้กำกับคนนั้นยังสรรหาความมันมาให้คนดูชมได้กัน แต่ในความรู้สึกของแฟน ๆ หรือสาวก X-Men อาจขัดใจเป็นอย่างแรง เพราะเหมือนผู้กำกับคนนี้ได้ทำร้ายสิ่งที่พวกเขารักเป็นที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิต! เริ่มด้วยการใช้ตัวละครไม่สมกับคาเรคเตอร์ที่ถูกต้องตามต้นฉบับ หรือ ตามที่ได้สะสมมาจาก 2 ภาคที่แล้ว และใช้ตัวละครได้ไม่คุ้มค่ากับการที่สร้างพวกเค้าขึ้นมา ไม่คุ้มค่ากับพลังที่พวกเค้ามี ไม่ให้สมองพวกเค้าได้ใช้กันบ้างเลย เหมือนแจกฉาก ๆ ไปว่ากัดกัน สู้กัน แค่นั้นมันแล้ว จะเอาอะไรมากมาย ดังนั้นความมันที่ได้รับจึงเป็นความมันในระดับหนังมันดาษ ๆ ทั่วไป ไม่ใช่ความมันในแบบ X-Men ไม่ใช่ความมันในแบบมนุษย์ลายพันธุ์! ตัวละครหลายตัวกระทำในสิ่งที่ไม่สมกับการเป็นตัวละครนั้นเลย ทั้งที่เคยทำอะไร ๆ ได้น่าทึ่งเอาไว้ เมื่อ 2 ภาคก่อนแต่กลับมาเป็นคนกลายพันธุ์ไร้สมองในภาคที่ 3 ซะอย่างงั้น



    ยกตัวอย่างเช่น Magneto เป็นคาเรคเตอร์ที่มีความแค้น เหล่ามวลมนุษยชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และที่สำคัญคือเป็นคนที่มีหัวคิดฉานฉลาดเป็นอย่างสูง เค้าเป็นผู้ที่เคยวางแผนทำลายล้างมนุษยชาติอย่างหลักแหลมมาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกลายพันธุ์ผู้นำโลกทั้งหมดในการประชุมที่เกาะริบเบอร์ตี้ ในภาคแรก หรือการวางแผนเข้ากลุ่ม X-Men แล้วพลิกล๊อค ใช้ความสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสคิดวางแผนฆ่ามนุษย์ธรรมดาทั้งโลก! ในภาคที่ 2 แต่เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาถึงในภาคที่ 3 ซึ่งเป็นภาคที่น่าจะยอดเยี่ยมที่สุด ( ในแง่ของหนังไตรภาค ) สิ่งที่ Magneto ทำคือ บุกเข้ามาโจมตีห่าม ๆ ดื้อ ๆ แบบเปิดเผย และไม่มีแผนการสำรองใด ๆ ทั้งสิ้น!!!! เมื่อแผนไม่สำเร็จจึงเดินกลับบ้านเหมือนคนแก่ธรรมดาคนหนึ่ง เสียชื่อการเป็นตัวโกงในการ์ตูนแห่งยุคอย่าง X-Men อย่างชิ้นเชิง



    และอีกตัวละครโปรดที่สุดของผมอย่าง Strom จากเหตุการณ์ทั้ง 2 ภาคคนดูรับรู้ได้ถึงความเป็นคนเด็ดเดี่ยวการเป็นผู้นำ ว่าเธอมีจิตใจที่แจ่มใสได้อย่างท้องฟ้ายามเบิกบาน และเธอยังโกรธกริ้วได้เหมือนท้องฟ้ายามพิโรธ เธอคือผู้ที่ใช้พลังในอย่างมหาศาลเพื่อช่วยผองเพื่อนเหล่า X-Men เธอสามารถบังคับ พายุทอนาโดขนาดใหญ่ได้ถึง 6-7 ลูกพร้อม ๆ กัน เธอสามารถเปลี่ยนสภาพอากาศรอบกายให้หนาวต่ำถึงจุดเยือกแข็งก็ยังได้ แต่ในภาคนี้สิ่งที่เธอทำ ใช้อารมณ์กับเรื่องไม่เป็นเรื่องและ ลอยไปลอยมา ซึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้ศัตรูมาโจมตีเธอ และยังให้คนดูเห็นอีกว่าเธอไม่มีพัฒนาการต่อสู้ระยะประชิดเลยแม้แต่นิดเดียว กลายเป็นอีกคนที่โง่เง่า อย่างน่าเสียดายจากสุดขั้วหัวใจ
    อีกคนที่จะขาดซะไม่ได้คือ Dark Phoenix หรือ จีน เกรย์ เมื่อเข้าสู้ด้านมืดเป็นที่เรียบร้อย ตามความจริงเธอเป็นผู้ที่โหดเหี้ยมและสามารถใช้พลังจิตทำลายดาวเคราะห์ได้ทั้งดวง! เธอต้องโหดร้ายและไม่ปราณีใคร แต่....ในภาคนี้เธอดูเหมือนคนที่กำลังปวดหัวจัด และไม่มีที่ไปซะมากกว่า จึงต้องไปเดินร่วมขบวนกับ Magneto ทั้งที่ไม่ได้มีเหตุผลรองรับอะไรเลยว่าทำไมเธอต้องไปกับเค้าด้วย เหมือนแค่เธอหน้ามืดและยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไม่สมเลยที่เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ระดับ 5 ที่ร้ายกาจที่สุด



    นอกจากที่กล่าวมากก็ยังมีอีกมากมาย หรือจะให้พูดง่าย ๆ คือ แทบทุกตัว ไม่สมกับเป็นตัวละครใน X-Men เลย Cyclops จากที่เคยดูเป็นเข้มแข็งและนิ่งสงบสุขุม กลับกลายเป็นคนเสียสติ หลงมัวเมากับความรัก จนเหมือนจะเสียทุกอย่างในชีวิต ไม่มีความปล่อยวาง ไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนซะด้วย และที่สำคัญคือไม่ได้ทำประโยชน์ใด ๆ ให้กับเนื้อเรื่องเลยแม้แต่น้อย นี่หรือคนที่ตัวละครที่โดดเด่นและเท่ที่สุดตัวหนึ่งในการ์ตูน X-Men ?
    มนุษย์กลายพันธุ์ผ่ายตัวโกงทั้งหลายยังไม่น้อยหน้า เสร่อกันครบทุกตัวไป ยกตัวอย่างมา2 ตัวที่บุกเข้าไปฆ่านักวิทยาศาสตร์ ( พ่อของ Angle) ในตอนนั้นมีเป็นร้อยเป็นพันวิธี ที่มนุษย์กลายพันธุ์ 2 ตน จะฆ่า คนธรรมดาแค่คนเดียว แต่วิธีที่พวกเขาเลือกคือ จับไปโยนบนดาดฟ้า เพื่ออะไร? เพียงเพื่อให้ Angle ลูกชายของเขา บินมารับตัวไป แค่นั้นเอง เป็นการเลือกเหตุการณ์ได้อย่างไร้สมอง จนทำให้คนดูเดาทางถูกและหมดความสุขไปตามลำดับ เพราะถ้าไม่มีฉากดังกล่าว Angle ก็จะไม่มีบทบาทอะไรเลย เป็นการใช้ตัวละครได้อย่างไม่คุ้มค่าเป็นที่สุด




    อีก 1 ฉากที่น่าจะเป็นการรอคอยของหลาย ๆ คน คือฉากการประทะระหว่าง Iceman และ Pyro มันต้องเป็นอะไรที่เจ๋งมาก แต่ฉากนั้นมันสั้นจนแทบไม่ได้ลุ้นอะไรเลย และ Pyro ถูกน๊อตด้วยการโขกหัว? เสียชาติเกิดการเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ Hot และเร่าร้อนที่สุดคนหนึ่งตลอดการ
    มาลงเอยที่ฉากจบทำมาสวย ทำภาพมาสวยดี แต่ความสมจริง สมจังแทบไม่มี Dark Phoenix สามารถใช้พลังจิตทำให้ Wolverine กระเด็นไปอย่างแรงเมื่อเธอตกกระใจตื่น แต่เมื่อเธอเพ่งพลังจิตสุดขีด เขายังสามารถเดินดุ่ม ๆ เข้ามาแทงได้เลย แล้วฉากจบนั้นเหตุใดจึงดูละม้ายคล้ายคลึง กับฉากจบของเรื่อง Van Helsing อย่างช่วยไม่ได้ ถึงตรงนี้เหมือนเป็นการ ตอกตำปูปิดฝาโรงให้กับตัวเองอย่างเรียบร้อบ ดับสนิทไปตลอดกาลนาน.....

    สรุป: ถ้าคุณดูเอาแค่ในแง่ของความมันเรื่องนี้ได้ใจคุณได้ไม่ยาก แต่ถ้าถามถึงอารมณ์ของ X-Men ความรู้สึกรัก ความรู้สึกชอบในคาเรคเตอร์ต่าง ๆ อย่างที่มีมาใน 2 ภาคก่อน ไม่ครับ ไม่มีเหลือ ไม่มีอีกแล้ว และที่พรรณนาข้อเสียมามากมายเป็นเพราะว่า รักครับ รักใน X-Men เหมือนของที่ผมรักที่สุดสิ่งหนึ่งได้จากผมไปแล้วตลอดกาล ซึ่งผมเองจะไม่ว่าซักคำเลย ถ้า X-Men ไม่มีภาคที่ 1 และ 2 อย่างดีเยี่ยมแบบนั้นมาก่อน แล้วมา ทุลักทุเลในภาค 3 อย่างนี้ มันทำร้ายหัวใจคนรัก X-Men อย่างแรงครับ

    ความชอบ: 1.5 เต็ม 5
    เกรด: C+


      

    July 18

    Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest : หัวใจของมหาสมุทร



    นำเรื่อง: หลังจากความสนุกของภาคแรกที่ติดใจคนทั้งโลกไปแล้ว ทำให้หนังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และทำเงินไปเชิดหน้าชูตาอย่างภาคภูมิใจ กับเนื้อเรื่องสุดมันและดาราที่เป็นที่รักของแฟนอย่างท่วมท้น แต่นั้นมันเป็นแค่การเกรินนำของ Pirates of the Caribbean ครับ การเดินทางและการผจญที่แท้จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นครับ ในภาคที่ 2 นี้ Dead Man's Chest ซึ่งตอนนี้ได้เป็นอีกหนึ่งบทบันทึกทางหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว 

     
     
    ข้อดีข้อเด่น: จากเนื้อเรื่องในภาคแรกที่ทำมาผ่านฉลุยอย่างสวยงาม สำหรับภาคนี้ มีการพัฒนาให้ สูงขั้นขึ้นไปอีกในทุก ๆ ด้าน!!! ที่โดดเด่นคือทางด้านของเนื้อเรื่องสามารถยืดอกอย่างภาคภูมิได้เลย ว่าไม่มีการหากินกับของเก่า เนื้อเรื่องทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่สนุกสนานเข้มข้น ซึ่งพัฒนาบทอย่างดีเยี่ยมมาจากภาคแรก และสืบเนืองถึงกันได้อย่างวิเศษ แถมไม่น่าเกลียดที่มันยังจะเชื่อมโยงกันต่อสู่ภาคที่ 3 ได้อย่างน่าสนใจและดึงดูดอย่างแรง เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสนุกสนานและเข้มข้น ทยอยปล่อยมุขและปมอะไรมากมายมาตามลำดับ จนนำไปสู่ใคลเม็กซ์ อันสุดบรรเจิด เกินจะบรรยาย ทำให้คุณรักหนังเรื่องนี้มากขึ้นทุกนาที และยังมีนักแสดงระดับแม่เหล็กของที่มีฝีมือไม่น่าผิดหวัง ประชันบทกันถึงพริกถึงขิง ที่รับใจผู้ชมไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยคงไม่มีใครเกิน Johnny Depp ในบทของ Jack Sparrow ที่บ้าอย่างน่ารัก เถือนอย่างเซ็กซี่ และโลภอย่างมีคุณธรรม เป็นการพิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นถึงฝีมือการแสดงของเค้าอีกครั้งว่ามันวิเศษขนาดไหน (ใครไม่หลงรักใน Jack Sparrow ก็ใจดำไปละครับ) 


     
    รองลงมาก็เป็น Keira Knightley ในบท Elizabeth Swann ที่ทำได้ดีขึ้นนะผมว่า เหมือนเธอหาจุดจับในตัวเองได้แล้ว และใช้มันให้เป็นประโยชน์ การพูดการจา ใช้น้ำเสียง มีความมุ่งมั่น และน่ารักได้อย่างลงตัว ส่วนพ่อหนุ่มสุดฮอต Orlando Bloom ในบทของ Will Turner ถือว่าอยู่หลังแถวสุดในกลุ่มดารานำ เพราะดูแล้ว การแสดงของ Orlando Bloom ไม่ได้มีความแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก ยังคงทำได้เพียงหน้าเครียด และหน้าหล่อ (ซึ่งอาจเพียงพอแล้วสำหรับสาวๆ) แต่เขาไม่สามารถดึงอารมณ์อื่นของตัวละครออกมาได้อีก Will Turner จึงเป็นแค่พระเอกมีใจคุณธรรมรักแฟนสาวสุดใจ เหมือนใน หนังเรื่องผ่าน ๆ มาเท่านั้นเอง ไม่ได้ให้ความแปลกใหม่อย่าง 2 รายแรก 

     
     
    มาที่ด้านของตัวร้าย Davy Jones รับบทโดย Bill Nighy ซึ่งทำมาเจ๋งอย่าบอกใคร เป็นปีศาจตัวใหม่ที่จะอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนไปอีกนาน เพราะทำหนวดปลามึกยุบยับได้ใจดีจริง ๆแสดงอารมณ์ของตัวละครได้ทุกนาทีที่เขาออกฉากมา และยังมีดวงตาของ Bill Nighy ที่สอดคล้องรองรับกับการเคลื่อนไหว หนวดปลามึกยุบยับดังกล่าว รวมแล้วจึงเป็นอีกตัวละครที่สร้างความบันเทิงให้กับหนังอย่างเต็มเปา 



    เวลาของหนัง 2 ชั่วโมงครึ่ง ถูกใช้อย่างคุ้มค่าทุกนาที ไม่มีฉากใดที่สิ้นเปลือง ไม่มีบทสนทนาไหน ที่เลอะเทอะ ถึงจะไม่สำคัญต่อเรื่องก็สร้างความฮาได้ทุกทีไป รวมความดีเด่นทั้งหลายที่กล่าวมาจึงไม่แปลกใจที่หลายคนที่ออกจากโรงภาพยนตร์จะมีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมในหนังเรื่องดีเยี่ยมประจำซัมเมอร์นี้ 


     
    ข้อด้อยข้อเสีย: ในความสนุกสนานเต็มเปี่ยมของเรื่องนี้จะมีข้อเสียอะไรให้มาถกเถียงกัน เพราะมันแทบจะไม่มีจริง ๆ ถึงมีมันก็เพียงน้อยนิดและให้อภัยกันได้ ซึ่งก็คงจะเป็นการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปในบางจุดอาจทำให้คนที่ฉลาดน้อย ๆ ตามเรื่องไม่ทันได้ และการกระทำของตัวละครบางตัวก็ดูบ๊องตื้นไปนิด อย่าง Will Turner ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อ Elizabeth Swann โดยที่ไม่เฉลียวใจเลยหรอว่า จะโดนหลอกเอา มีคุณธรรมมากไปไหมพี่? จะว่าไปแล้วนั้นทั้ง Will Turner และ Elizabeth Swann ทั้งคู่นี้กำลังอินเลิฟจนทำให้กลายเป็นคนโง่เองที่โดนหลอก หรือ Jack Sparrowนั้นหลักแหลมพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รวมถึง ฉลาดและร้ายกาจเกินมนุษย์ทั่วไปกันแน่? ลองคิดกันดูซิครับ 

    จุดสังเกตของคนขี้สงสัย: จากที่ผมได้ชมมา มีบางจุดที่น่าเอามาคิดนะครับ ว่าอาจเชื่อมต่อไปถึงภาค 3 ตอน Pirates of the Caribbean: At World's End มีอะไรบ้าง ก็มาอ่านกันดูครับ แต่ขอย้ำนะครับ ว่าผมอนุมานเอาเองจากเหตุการณ์ที่ได้เห็นมาในภาพยนตร์
    - ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ขณะที่เธอกำลังเล่าเรื่องราวความหลังของ Davy Jones ฉากนั้น Jack หยิบอะไรไม่รู้เข้ากระเป๋าของตัวเอง (และมันอาจจะเป็นสิ่งที่ Elizabeth ต้องการเป็นที่สุดก็เป็นได้)
    -ที่หลังมือของ Jack Sparrow มีเครื่องหมายถูกเหล็กร้อนจี้เป็นแผลเป็นคล้ายรูปตัว P ซึ่งน่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับ Lord Cutler Beckett อย่างแน่นอน
    -ที่หน้าเปียโนของ Davy Jones มีหีบเพลงรูปหัวใจอยู่ และมีรูปเดียวกันบนหีบสมบัติที่ใส่ของสำคัญของเขาเอาไว้ และมีรูปนั้นก็เหมือนจะมีอยู่ในบ้านของแม่หมอ Tia Dalma ???? หรือว่าความจริงแล้วเธออาจจะเป็น......????
    - สุดท้ายตอนจบของเครดิทมีฉากขำ ๆ ให้ได้ดูกันด้วยนะครับ หากใครไม่รีบจะอยู่นั่งดูต่ออีกซักพัก ก็ได้ถ้ารักกันจริง 


     
    สรุป: Pirates of the Caribbean: Dead Man's Chest ถือเป็นหนังภาคต่ออีกเรื่องที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ชมมา และตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เข้าอย่างเต็มเปา จนแทบจะรอภาคต่อไม่ไหว และอยากให้ทุกคนได้รับอรรถรสอันวิเศษนี้ด้วยกันนะครับ อ่านจบแล้วจะรีรออะไร รีบไปชมกันเลยดีกว่าครับ

     

    ป.ล. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยดูภาคแรกมาก่อนแนะนำให้หาชมให้ครบนะครับ เพื่ออรรถรสที่เต็มที่ในการรับชมภาค 3 ที่จะตามใน ซัมเมอร์ปีหน้า



    ความชอบ: 5 เต็ม
    เกรด: A-